Update from Dharamsala, India (2)

Couldn’t join the hunger strike after all.
The Indian police stop us and said that as we’re on a tourist visa we can’t participate in any political activities.? And if we do, we’ll be deported (sent back home) in 48 hours and would never be able to come back to India again.? Some foreigners were deported already.

This really pissed us off!!

But we didn’t join anyway, because of many other complications and many Tibetan want to join and there wasn’t enough space.

So we went back to our guesthouse to drop off our sleeping bags (prepared to fight the cold in open air), then go to the town square to observe the situation. Hundreds of people were in the demonstration shouting angrily and burning the Chinese flag, something I don’t consider as “non-violent”.? But in the mean time, I can understand (of course not completely) their situations with families and friends being killed.
Things were heated, and my friend Jaye was so brave she shout out asking the crowd to be quiet and start a pray of “Om Mani Padme Hum” a prayer of compassion.
People did quiet down and start praying with us.
It was beautiful.
But only last a few minutes as many men start shouting “Free Tibet” very loudly again.
It was a good win, showing that many Tibetans really want peaceful demonstration.
Some monks are still praying when we left.
There are many demonstrations around town, most were praying peacefully.

The Chinese prime minister accused the Dalai Lama as staging all these, which I think is ridiculous.
Today the Dalai Lama said if the violence worsen, he will resign.
Things are heated more and more.

Violence can never be ended with counter violence.
But how can people who are brutally hurted over and over for decades keep their mind of “peace”
It’s a huge challenge.
I hope the Tibetans can.

As for me, I’m fine and had a big Indian dinner (after a big breakfast and big lunch we had in preparation).
Will be off to Delhi tomorrow.

Please pray for the Tibetans na ka.

P.S. Like last time, see latest pics/situation at my roommate blog at http://www.jayerhodes.com/

Update from Dharamsala, India - home of Tibetans in-excile (1)

As some of you have known, I’m now in Dharamsala, India.
Just finish a 10 days retreat of Tibetan Buddhism/meditation and came out to find the city in chaos.
The retreat was fascinating, but that story will have to wait.
Now I want to update you on another important situation.
Some of you might have heard about the China-Tibet incidents.? There was a demonstration on 10th March as national uprising day, violence broke out, China said “a few” people were killed, the Tibetan government has record of a hundred.? As far as talking to people around town, I’ve heard of more than “a few” of their relatives being killed already.

The city is nearly all closed down now, especially shops own by Tibetans are close down to show solidarity.? There’re demonstrations going around town everyday with more and more people joining.? Thousands were marching around town last night, then gathered at the Great Temple to watch the tape of Dalai Lama press conference to the global media.? Within seconds all the yelling quiet down to hear their leader for 4 hours, follow by a prayer.
Things are heated, but not dangerous.? No need to worry about me.
My friends and I here have been trying to find something we can help.

So today we’ll join a “Hungry Strike” It has started a few days now, people take shift of 24 hours each, starting at 2pm and the whole strike will last till the Chinese end the violence.
This is a very peaceful way to show them that we can’t accept this.
A group of us are from USA, England, Norway, and Korea….should bring some interest from the international media - we hope.

For more information and pics, check out my friends website at http://www.jayerhodes.com/ she’s my room-mate here and we’re together most of the time, so same experience.

We don’t know what more we can do yet.
For now please spread the words!

ฟังเสียงจากใจ

?เขียนไว้เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์…..

เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑วันนี้เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นครั้งแรกที่เป็นการตัดส

ินใจด้วยตัวเอง โดยปราศจากการขอคำปรึกษา หรือการแสวงหาแรงบันดาลใจจากผู้อื่น เป็นครั้งแรกที่รับฟัง และศิโรราบต่อเสียงเรียกร้องภายในของตัวเองอย่างแท้จริง

วันนี้เป็นวันที่ได้เดินออกมาจากองค์กรที่สร้างขึ้นมากับมือ

เป็นองค์กรเล็กที่เราช่วยกันก่อร่างสร้างตัวมากับเพื่อนๆ ที่รวมความฝัน มิตรภาพ บ้านที่อบอุ่น และปลอดภัย ภารกิจอันยิ่งใหญ่และมีคุณค่ายังรออยู่ข้างหน้า ไม่ใช่เพราะมีปัญหา หรือเหนื่อยล้าจนไปต่อไม่ไหว แต่ ณ วันนี้ได้ยินเสียงใจตัวเองอย่างชัดเจนแล้วว่า “หมดวาระของเธอแล้ว”

คนแต่ละคนจะมีแรงผลักดันพื้นฐานในการดำเนินชีวิตแตกต่างกันไป สำหรับเราแล้วแรงผลักนี้มาจากการทำเพื่อคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เรารัก “ชีวิตที่ทำเพื่อผู้อื่น จึงจะเป็นชีวิตที่มีค่า” การเดินทางที่ผ่านมาอบอุ่นและเต็มไปด้วยความหมาย ได้แรงบันดาลใจล้นเหลือในการทำงานเพื่อรับใช้สังคม ได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ และอิ่มเอมกับผลตอบแทนที่ได้ คือ การมีคุณค่าพอที่จะได้รับความรัก

แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเผลอไป มันก็เป็นการผูกติดคุณค่าของตัวเราไว้กับความพอใจของคนอื่น หลงลืมไปว่าตัวเราก็มีคุณค่าได้ด้วยตัวเองเหมือนกัน รับรู้และตอบสนองความต้องการของผู้อื่น จนละเลยที่จะฟังเสียงของตัวเอง

การจะเป็นผู้ให้ หรือผู้รับใช้ที่ดี ผู้ให้จึงน่าจะรู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้งก่อน เพื่อที่จะสามารถดึงศักยภาพที่สูงสุดของตัวเองออกมาเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นอย่างแท้จริงได้ การให้อย่างหลงลืมตัว จะไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ให้และผู้รับ

วันนี้จึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางเพื่อจะเข้าไปรู้จักตัวเองมากขึ้น การเดินออกมา ไม่ได้เป็นการละทิ้งตัวตนที่เราเป็นอยู่ ตัวตน ความคิด ความสามารถต่างๆ ที่มีอยู่ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่การเดินทางเป็นการเปิดพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ ให้เราได้ทดลองเรียนรู้ศักยภาพในด้านอื่นๆ ของตัวเอง ที่เราไม่เคยได้รู้ว่ามีอยู่ เพราะแท้ที่จริงแล้ว ตัวเราเป็นไปได้ทุกอย่าง แต่ความคุ้นชิน และประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่เดิม เมื่อยึดติดมากเกินไป ก็กลายเป็นสิ่งปิดกั้นให้เราเชื่อไปว่าเราไม่สามารถทำสิ่งอื่นๆ ได้

การฟังเสียงตัวเอง ต้องใช้ความสงบนิ่ง ตัดสินใจเดินไปตามทางนั้น ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก เพราะจะไม่มีใครรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจนั้นได้ นอกจากตัวเราเอง

ความกลัวมากมายกำลังโถมเข้ามาสู่ตัวเรา กลัวการตัดสินจากคนรอบข้าง กลัวคุณค่าในตัวเราที่คนอื่นเคยเห็นจะเปลี่ยนแปลง กลัวความรักที่ได้จะหายไป

ทั้งตัวเราและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ตัวเรา ณ ชั่วขณะนี้มีอยู่เพียงตอนนี้ ตัวเราในอีกช่วงขณะหนึ่งก็คืออีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นทั้งคนเดิมและคนใหม่ สิ่งเดียวที่แน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน การยึดติดต่อสิ่งที่เราเคยมี เคยเป็น และอยากให้คงอยู่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เป็นทุกข์ และความทุกข์นั้นก็เป็นตัวเรา เมื่อเรารับรู้การมีอยู่ของเขา โอบอุ้มเขา เขาก็จะไม่ทำร้ายเราได้

…….

น่าตื่นเต้นที่เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะออกเดินทางค้นหาตัวตนอื่นๆ ของตัวเอง หนทางมากมายตามที่ใจร้องขอ ก็เปิดออกอย่างน่าอัศจรรย์

เคยคิดว่าเป็นคนที่ไม่มีทักษะด้านศิลปะ จึงอยากค้นหาตัวตนนี้ ก็มีเพื่อนมาชวนทำงานเกี่ยวกับการใช้กระบวนการศิลปะกับจิตตปัญญา

เมื่อปีที่แล้วได้ไปร่วมกระบวนการ eco-quest หรือนิเวศน์ภาวนา ครั้งนั้นได้ตั้งคำถามไปว่า “ชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร” คำตอบที่ได้ในตอนนั้น คือ “การเรียนรู้เรื่องราวจากชีวิตของผู้คนแล้วนำมาบอกเล่า” เชื่อ แต่ไม่ได้เดินตาม ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่เพราะความไม่เคย วันนี้จึงอยากลองทำงานเขียน โอกาสมากมายก็มาถึงในทันที ตั้งแต่การเขียนบทความนี้ งานถอดบทเรียนที่ต้องการคนทำ พี่สาวนักเขียนที่อยากขอติดตามไปก็โทรมาพูดคุยทั้งที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบปี

อีกเรื่องที่ใจร้องขอ คือการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นผู้ชายคงได้ออกบวช แต่เมื่อเป็นผู้หญิงคงต้องหาวิธีอื่น ก็มีคุณอาที่นับถือและไม่ได้ติดต่อกันมานานส่งหนังสือมาให้ ชื่อ “วารสารธรรมมาตา” โดยธรรมาศรมธรรมมาตา สถานปฏิบัติธรรมสำหรับผู้หญิง

อยากได้ใคร่ครวญถึงการเดินทางที่ผ่านมาและกำลังจะเดินต่อไป ก็มีการอบรม Life & Spiritual Dialogue ที่ได้รับเชิญไปเข้าร่วมที่เชียงราย เริ่มต้นพรุ่งนี้ เป็นช่วงเวลาที่ลงตัวที่สุดพอดี

และสุดท้าย สถานที่ๆ อยากไปมานานคือ อินเดีย ที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ ความทุกข์ และนวัตกรรมมากมายในการหาทางพ้นทุกข์ น้องชายที่เรียนอยู่ที่นั่นก็ชวนให้ทั้งครอบครัวเราไปเที่ยว ในช่วงเวลานี้ พอดีที่สุดอีกเช่นกัน

ความบังเอิญนี้น่าประหลาด เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกที่ มันคือมนต์วิเศษที่เกิดจากพลังของเสียงจากใจเราเอง

New Office

28 Sept 2007

ประเดิมไดอารี่ @deksiam

ทำงานใน YIY มาก็เป็นที่ 5 แล้ว

ถ้าไม่นับช่วงต้นปีที่ลางานไปท่องเที่ยว 3 เดือน…ในช่วงเวลาทำงาน แทบไม่เคยห่างออฟฟิสเกิน 3 วัน

ช่วงนี้ วิถีชีวิตเปลี่ยนไปมาก

จากที่เคยเป็นผู้ประสานงานกลางของ YIY ทำทุกๆอย่างที่เหลืออยู่ และคอยสนับสนุนน้องในโครงการต่างๆ

วันนี้มาทำโครงการเองด้วย - โครงการแบ่งปันเพื่อสังคมที่ยั่งยืน

เผื่อใครยังไม่รู้ - โครงการนี้เป็นการจับคู่ (Matching) ระหว่างองค์กรภาคสังคมและองค์กรภาคธุรกิจให้ได้ทำงานพัฒนาร่วมกัน

เพราะเราเห็นว่าภาคสังคมจะทำงานไปได้ ต้องการการสนับสนุนจากคนอื่นๆในสังคม ทั้งในด้านทรัพยากร

และที่สำคัญคือความเข้าใจ และการยอมรับ

ได้มาทำเพราะพี่สาวที่คุ้นเคยกันชวนมา และเห็นว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเกิดขึ้นในสังคม และยังไม่มีใครทำ

ทำร่วมกับเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social Venture Network - SVN)

ได้ทุนสสส. มา 2 ปี และต้องเลี้ยงตัวเองได้หลังจากนั้น

โครงการนี้ก็เหมือนภาคต่อของตลาดประกอบฝัน เชื่อมคนที่อยากสร้างสิ่งดีๆ กับทรัพยากรที่จะช่วยให้ทำได้

ความจริงก็เคยได้มาร่วมคิดนิดๆตอนเขาร่างโครงการนี้กันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเพิ่งเริ่ม YIY ใหม่ๆ

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ YIY Mission - การพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้ประกอบการทางสังคม?

มันก็คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับสิ่งนี้ไงล่ะ

เพราะทุกวันนี้ โครงสร้างที่จะสนับสนุนให้คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาริเริ่มงานภาคสังคมมันไม่ง่ายเลย

และส่วนมากก็เป็นการพึ่งการขอทุน โดยเฉพาะจากสสส. แล้วยังไงต่อละ?

จำเป็นต้องมีกลไกที่ทำให้สังคมสนับสนุนการก่อการของกิจกรรมเพื่อสังคมเองได้ และสร้างการยอมรับต่อวิชาชีพนี้

นอกจากนี้การทำงานของ YIY เราก็มีบทบาทการเป็น matching อยู่แล้ว

และการจะเป็น match-maker หรือแม่สื่อที่ดี เราก็ต้องรู้เยอะไปด้วย

การได้มาทำโครงการแบ่งปัน จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเข้าถึงผู้คนและความรู้ที่กว้างขึ้น

การเริ่มโครงการใหม่ แนวคิดใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีคนทำมาก่อน และยังไม่เคยมีเลยในรูปแบบนี้

จึงต้องใช้พลังมหาศาล ยังลองผิดลองถูกอยู่มาก และที่ต่างไปจากโครงการอื่นๆของ YIY

คือเป็นการทำงานร่วมทีมกับพี่ๆที่มีประสบการณ์กว่ามาก และมีคณะกรรมการดูแลให้คำปรึกษาที่ชัดเจน

จึงเกิดเป็นการเพิ่มสำนักงานโครงการอีกที่ ณ ทองหล่อ

ไปอาศัยร่วมกับออฟฟิสพี่สมลักษณ์ พี่สาวของเราที่เป็นกรรมการโครงการเพื่อความสะดวกในการทำงาน

ของทีมงาน การประสานงานกับกรรมการ และการติดต่อกับภาคธุรกิจอื่นๆ

ช่วงนี้จึงดูเหมือนห่างหายไปจาก YIY

ไม่ได้หายไปไหน และยังคงมั่นคงอยู่กับ YIY เหมือนเดิม

แต่ภาระกิจที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้องไปนั่งอยู่อีกที่เป็นส่วนใหญ่ของอาทิตย์ และเข้าออฟฟิส YIY ในวันอังคาร

แต่การสื่อสารยุคใหม่ ก็ทำให้ต่างที่ไม่ต่างไปเท่าไหร่

ยังอยู่เป็นผู้ดูแล YIY เหมือนเดิม…

ช่วงนี้มีทีมงานใน YIY ตัดสินใจเลือกไปเดินทางค้นหาตัวเองที่อื่น ยิ่งทำให้ออฟฟิสคนลดลง

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ก็มีการเปลี่ยนแปลงเยอะ

แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนได้ คือความเป็นครอบครัวของ YIY

เมื่อเข้ามาแล้วไม่มีทางออกได้…เพราะเราไม่ได้ผูกพันธ์กันด้วยหน้าที่

ยังไงเราทั้งหมดก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกัน

The First Day!

อรุณสวัสดิ์จ้า…..เด็กสยาม

ต้อนรับตัวเองเข้าบ้านใหม่ ;)

Hello world!

นี่คือตัวอย่างการโพสต์บล็อก คุณสามารถกดแก้ไขบล็อกนี้แล้วพิมพ์ข้อความลงไปแทนได้เล้ย