How to Fix Capitalism : ทางออกของทุนนิยม

วันนี้จริงจังหน่อย

มาจาก

http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000098465

เรื่อง-Bill Gates

แปลและเรียบเรียงจากนิตยสาร Time - กฤตยา ศรีสรรพกิจ

ผู้จัดการ - ปริทรรศน์ วันที่ 20 สิงหาคม 2551

คนทั้งโลกต่างรู้ดีว่า บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ เป็นมหาเศรษฐีอีกคนหนึ่งที่บริจาคเงินเข้าองค์กรสาธารณะประโยชน์จำนวนมากใน แต่ละปี และเขาก็พยายามผลักดันเรียกร้องให้คนที่มีโอกาสที่ดีกว่าหันมาสนใจคนที่เข้า ถึงโอกาสได้น้อยกว่าซึ่งมีอยู่ทั่วโลก

ไม่ ว่าบางคนจะยอมรับ ?ระบบทุนนิยม? ได้หรือไม่ก็ตาม แต่ความเป็นจริงทุกวันนี้ก็คือ ทุนนิยมกลายเป็นระบบเศรษฐกิจหลักที่ขับเคลื่อนโลกทั้งโลก แม้ว่าบ่อยครั้งที่เราเห็นความโหดร้ายของมัน แต่เราคงต้องยอมรับว่าทุนนิยมเองก็ทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นกว่าอดีต มาก

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่บิลล์ เกตส์ ออกมาแสดงความคิดเห็นของตนผ่านนิตยสารระดับโลกอย่าง TIME บทความของเขาอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราก็ยังไปไม่ถึง ไปไม่ถึงจุดที่ทุนนิยมสามารถดูแลผู้คนและมีหน้าตาเป็นมนุษย์มากกว่าที่อยู่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นที่ตัวระบบเองที่เราต้องหาวิธีดูแล แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังคิดกับมันไม่มากพอหรือเปล่า ดังที่บิลล์ เกตส์พยายามชี้ให้เห็นในบทความของเขา

มีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าบิลล์ เกตส์จริงใจแค่ไหนหรือต้องการเพียงชื่อเสียงจากภาพลักษณ์เศรษฐีใจบุญ แต่ไม่ว่าความเป็นจริงจะเป็นเช่นไร ใครจะทำอะไรด้วยแรงจูงใจแบบไหน แต่ถ้ามันสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสที่เลี้ยงชีวิตด้วยเงินเพียง 1 เหรียญต่อวัน นั่นก็น่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลยใช่หรือไม่

สังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนที่หลากหลาย มาช่วยกันพัฒนาสังคมในรูปแบบของตัวเอง ไม่ผูกขาดการทำความดี แม้จะมีความเชื่อที่ต่างกัน แต่ก็ยังสามารถร่วมทางกัน เพื่อช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้น นั่นจะเป็นการดีกว่าหรือไม่
เพราะแท้จริงแล้ว เราทุกคนต่างก็มีพื้นฐานของความเป็นคน…ที่ต้องการความสุขไม่ต่างกัน
?????..

*How to Fix Capitalism
สิ่งที่เรามักจะหลงลืมไปเมื่อเผชิญภาวะยากลำบากก็คือ ทุนนิยมได้ช่วยทำให้ชีวิตของผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันทุนนิยมก็ได้ละทิ้งผู้คนอีกนับพันล้านไว้เบื้องหลังของการ พัฒนาเช่นกัน คนกลุ่มหลังนี้มีข้อจำกัดมากมายที่ไม่สามารถสื่อสารออกมาในรูปแบบที่มีคุณ ค่าในกลไกของตลาดได้ ทำให้พวกเขาต้องติดอยู่กับความยากจน โรคภัยที่สามารถป้องกันได้ และไม่มีโอกาสที่จะสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตอย่างเต็มที่เท่าที่เขาควรจะทำได้

รัฐบาลและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรหรือองค์กรสาธารณะประโยชน์มีบทบาท ที่สำคัญมากในการช่วยเหลือคนเหล่านี้ แต่มันจะใช้เวลายาวนานเกินไปถ้าพวกเขาต้องทำอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่ภาคธุรกิจซึ่งมีความสามารถพิเศษในการสร้างนวัตกรรมและคิดค้นเทคโนโลยี ใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนจนได้

แต่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากความสามารถพิเศษนี้ เราจำเป็นต้องมีระบบทุนนิยามที่สร้างสรรค์ขึ้น (Creative Capitalism) ขยายขอบข่ายของกลไกทางการตลาด เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถได้ประโยชน์มากขึ้นจากการทำงานเพื่อประโยชน์ของคน หมู่มาก เราต้องมียุทธวิธีใหม่ๆ เพื่อดึงให้ผู้คนเข้ามาสู่ระบบนี้มากขึ้น-ระบบทุนนิยม ที่ได้สร้างคุณค่ามากมายให้แก่โลกใบนี้

แม้จะยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย แต่ข่าวดีก็คือ ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ได้อยู่กับเราอยู่แล้ว บริษัทบางแห่งได้ค้นพบตลาดใหม่ท่ามกลางคนยากจน สำหรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ และบางครั้งด้วยความช่วยเหลือและผลักดันจากองค์กรภาคสังคมก็ได้เห็นว่า-พวก เขา-ภาคธุรกิจสามารถทำความดีและได้ดีไปด้วยกันได้อย่างไร

ตัวอย่างหนึ่งจากชีวิตจริง คืนหนึ่งผมนั่งคุยกับโบโน (นักร้องนำวงยูทู) ซึ่งผมคิดว่าเขาบ้ามาก เรานั่งคุยกันจนดึกดื่น เขาพร่ำเล่าถึงกลยุทธ์ที่จะดึงให้ธุรกิจมาช่วยแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัย ต่างๆ แล้วเขาก็เริ่มโทรศัพท์ไปเบอร์ส่วนตัวของประธานบริษัทใหญ่หลายแห่ง โยนโทรศัพท์มาให้ผมฟังเสียงตอบที่งัวเงียแต่เจือไปด้วยความกระตือรือร้น

ด้วยความบ้าระห่ำอย่างต่อเนื่องของโบโนก่อให้เกิดการรณรงค์ในชื่อ ?การรณรงค์สีแดง? (Red Campaign) วันนี้บริษัทดังๆ เช่นแก๊ป (Gap) ฮอลล์มาร์ก (Hallmark) และเดลล์ (Dell) ขายสินค้าของพวกเขาภายให้ยี่ห้อ ?สีแดง? (RED-branded product) และบริจาคกำไรส่วนหนึ่งเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ ไมโครซอฟท์ก็เข้าร่วมด้วย นี่คือสิ่งที่วิเศษสุด บริษัทได้สร้างประโยชน์และเพิ่มยอดขายไปด้วยกัน ผู้บริโภคมีช่องทางแสดงการสนับสนุนสิ่งที่ดี และที่สำคัญที่สุดมันช่วยชีวิตคนได้

ใน ปีครึ่งที่ผ่านมา RED ระดมทุนได้ถึง 100 ล้านเหรียญสำหรับกองทุนนานาชาติเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย ซึ่งทำให้คนกว่า 80,000 คนสามารถเข้าถึงยาที่จะช่วยชีวิตเขาได้ และช่วยให้คนกว่า 1.6 ล้านคนได้รับการตรวจเชื้อ HIV นี่คือทุนนิยมที่สร้างสรรค์

ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ไม่ใช่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ และไม่ใช่การล้มหลักการทุนนิยมแบบเดิม แต่เป็นทางออกของคำถามที่สำคัญที่สุดที่ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะกระจายผลประโยชน์จากทุนนิยมและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างมหาศาลอันเป็นผลจากระบบนี้ไปสู่คนที่ถูกละเลยได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ สุด?

*โลกกำลังดีขึ้น
อาจ ดูเป็นเรื่องแปลกที่จะพูดถึงทุนนิยมที่สร้างสรรค์ เมื่อเรากำลังต้องจ่ายค่าน้ำมันที่สูงมาก และหลายๆ คนมีปัญหาในการผ่อนบ้าน ไม่มีข้อสงสัยว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้เป็นเรื่องจริง ผู้คนกำลังเดือดร้องจริงๆ และควรจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ไม่ใช่คำตอบสำหรับความผันแปรของวงจรเศษรฐกิจระยะสั้น แต่มันเป็นการตอบโต้ต่อข้อเท็จจริงระยะยาวที่คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึง คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบกว่าศตวรรษที่ผ่านมา

ในหลายประเทศผู้คนมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น คนจำนวนมากขึ้นมีสิทธิในการลงคำแนนเสียงเลือกตั้ง แสดงความคิดเห็น และมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ผ่านมา ถึงวันนี้เราจะยังมีปัญหามากมาย เราก็มีความเป็นอยู่ที่ดีที่สุดกว่าที่เคยมีมาแล้ว โลกกำลังดีขึ้น

แต่ปัญหาก็คือ มันไม่ดีขึ้นเร็วเพียงพอ และไม่ได้ดีขึ้นสำหรับทุกคน คนกว่าพันล้านคนมีชีวิตอยู่ด้วยเงินไม่ถึงหนึ่งเหรียญต่อวัน พวกเขาไม่มีอาหารที่มีคุณค่า น้ำ และไฟฟ้าที่เพียงพอ นวัตกรรมที่น่ามหัศจรรย์ต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เช่น วัคซีน และไมโครชิป ได้ลอยผ่านพวกเขาไป และนี่คือบทบาทของรัฐบาลและองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ ในมุมมองของผม ธรรมชาติของคนมีแรงผลักดัน 2 อย่าง-ผลประโยชน์และความห่วงใยผู้อื่น

ทุนนิยมได้เชื่อมร้อยผลประโยชน์ของคนในรูปแบบที่มีคุณค่าและยั่งยืน แต่สำหรับคนที่สามารถจ่ายได้เท่านั้น ความช่วยเหลือของภาครัฐและองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ เป็นช่องทางแห่งความห่วงใยสำหรับคนที่ไม่สามารถจ่ายได้ แต่ความเหลื่อมล้ำนี้จะแก้ไขได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ถ้าเราสามารถดึงพลังจากกลไกตลาดมาช่วย ซึ่งรวมถึงนวัตกรรมที่พัฒนามาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนยากจน เราจำเป็นต้องมีระบบที่ดีขึ้นในการดึงนักพัฒนานวัตกรรมและภาคธุรกิจให้เข้า มามีส่วนร่วมมากกว่านี้

โดยธรรมชาติแล้ว ถ้าธุรกิจจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเขาย่อมต้องการได้รับอะไรบางอย่างตอบแทน มันเป็นหัวใจของทุนนิยมที่สร้างสรรค์ มันไม่ใช่เพียงการขอให้ธุรกิจบริจาคเงินมากขึ้นหรือมีคุณธรรมมากขึ้น แต่เป็นการให้แรงจูงใจที่เป็นจริงในการนำความเชี่ยวชาญของเขามาใช้เพื่อคน ที่ถูกละเลย ซึ่งเป็นไปได้สองทางคือ ธุรกิจหาแนวทางให้ตัวเอง หรือรัฐและองค์กรสาธารณประโยชน์ช่วยสร้างโอกาสซึ่งอาจจะไม่ได้มีมาก่อน

*สิ่งที่หายไป
จากที่ C. K. Prahalad ได้บอกไว้ในหนังสือของเขา ?The Fortune at the Bottom of the Pyramid? มีช่องทางทางตลาดมากมายทั่วโลกที่ธุรกิจมองข้ามไป การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่ากลุ่มคนที่ยากจนที่สุด 2 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด มีอำนาจการซื้อรวมกันถึง 5 ล้านล้านเหรียญ ปัจจัยหลักที่ทำให้กลไกตลาดขับเคลื่อนได้ค่อนข้างช้าในการตอบสนองต่อ ประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา เป็นเพราะเราไม่ได้ใช้เวลาเพียงพอในการศึกษาความต้องการของตลาดนั้นๆ

ผม เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นที่ไมโครซอฟท์เช่นกัน เป็นเวลาหลายปีที่ไมโครซอฟต์ได้บริจาคเงินและซอฟท์แวร์รวมมูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญ เพื่อนำเอาเทคโนโลยีไปให้คนที่ไม่อาจเข้าถึงเองได้ เพื่อพยายามที่จะเชื่อมช่องว่างทางเทคโนโลยี (Digital Divide) แต่ความเชี่ยวชาญที่แท้จริงของเราอยู่ที่การสร้างซอฟต์แวร์ที่ช่วยแก้ปัญหา และเมื่อไม่นานมานี้อีกที่เราได้ค้นพบว่าเราไม่ได้นำความเชี่ยวชาญนี้มาใช้ ให้เป็นประโยชน์เท่าที่ควร ในการแก้ปัญหาในประเทศกำลังพัฒนา

ดัง นั้น ตอนนี้เราจึงมองความไม่เท่าเทียมกันเป็นปัญหาทางธุรกิจเช่นเดียวกับประเด็น ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือด้วยการบริจาค เรากำลังพัฒนา Visual Interface ที่ช่วยให้คนที่อ่านหนังสือไม่ออก หรืออ่านไม่ค่อยออกสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ ด้วยการฝึกอบรมที่น้อยที่สุด

ส่วนอีกโครงการหนึ่งจะทำให้นักเรียนทั้งห้องสามารถใช้คอมพิวเตอร์ เครื่องเดียวได้ โดยพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้เด็กแต่ละคนใช้เม้าส์ของตัวเองควบคุมลูกศรที่มีสี เฉพาะตัว โดยเด็กจำนวนถึง 50 คน สามารถใช้คอมพิวเตอร์ตัวเดียวกันได้พร้อมๆ กัน นี่เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญมากสำหรับโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ไม่พอ และตอบรับต่อตลาดที่เราไม่เคยได้ศึกษามาก่อน

โทรศัพท์มือถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตลาดในประเทศกำลังพัฒนากำลังเติบโตอย่างมาก แต่ก่อนหน้านี้ธุรกิจได้ประเมินความเป็นไปได้ไว้ต่ำกว่าที่เป็นจริงมาก เมื่อปี 2000 บริษัท โวโดโฟน ได้เข้าไปร่วมทุนกับบริษัทมือถือในเคนยา และประเมินว่าน่าจะมีผู้ใช้บริการสูงสุดถึง 400,000 คน

วันนี้ บริษัท ซาฟารีคอม มีผู้ใช้บริการถึง 10 ล้านคน ซึ่งพวกเขามาถึงตรงนี้ได้โดยการหาวิธีที่สร้างสรรค์ในการให้บริการชาวเคนยา ที่ยากจน เช่น ไม่ได้คิดเงินเป็นนาทีแต่คิดเป็นวินาที เพื่อคงค่าใช้จ่ายให้ไม่สูงเกินไป ซาฟารีคอมได้กำไรและก็ได้ทำประโยชน์ให้สังคมด้วย เกษตรกรใช้โทรศัพท์มือถือในการหาราคาที่ดีที่สุดจากตลาดใกล้เคียง และมีวิธีใหม่ๆ ในการใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์มือถือเกิดขึ้นมากมาย เช่น ใช้เก็บเงินและโอนเงินผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะถ้าจะต้องถือเงินสดเป็นระยะทางไกล วิธีนี้ก็จะป้องกันการถูกปล้นได้

สิ่ง เหล่านี้คือผลประโยชน์จากการที่ธุรกิจมองเห็นโอกาสที่เคยมองข้ามไป แต่ตั้งแต่ผมเริ่มพูดถึงทุนนิยมที่สร้างสรรค์ ก็มีคนตั้งข้อสงสัยว่าตลาดใหม่เหล่านี้จะมีอยู่จริงหรือ พวกเขาถามว่า ?ถ้าโอกาสเหล่านั้นมีอยู่จริง ก็น่าจะมีใครหาเจอไปแล้ว?

ผม ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แนวคิดนี้เชื่อว่าธุรกิจได้ศึกษาความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว ทัศนคตินี้ทำให้ผมนึกถึงโจ๊กเก่าๆ เกี่ยวกับนักเศรษฐศาสตร์ที่เดินไปตามถนนกับเพื่อนแล้วเดินข้ามธนบัตร 10 เหรียญที่อยู่บนพื้นไป เพื่อนถามว่าทำไมไม่หยิบธนบัตรนั้นขึ้นมา เขาตอบว่า

?เป็นไปไม่ได้ที่มันจะอยู่ตรงนั้น เพราะถ้ามีอยู่จริงก็น่าจะมีใครหยิบไปแล้ว!?
หลายบริษัทก็พลาดคล้ายๆ กันนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่เราจะพลาดโอกาสเหล่านี้ไป มันน่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มาก ถ้านักวิจัยและนักยุทธศาตร์ในบริษัทต่างๆ จะพบปะเป็นประจำกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความต้องการของคนยากจน และหาทางออกใหม่ๆ ร่วมกัน

นอกจากการหาตลาดใหม่หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แล้ว บริษัทยังสามารถช่วยคนจนได้โดยการลดราคาสินค้า ธุรกิจอย่างซอฟต์แวร์และยามีค่าใช้จ่ายในการผลิตถูกมาก จึงสามารถที่จะหากำไรมากขึ้นในประเทศที่รวยแล้ว และกำไรน้อยกว่าหรือเท่าทุนในประเทศที่ยากจนกว่า

สำหรับธุรกิจที่ไม่สามารถตั้งราคาหลายระดับแบบนี้ได้ก็สามารถได้ ประโยชน์จากภาพลักษณ์องค์กรที่ดีขึ้น จากการช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถจ่ายได้ ธุรกิจที่ร่วมใน RED Campaign ได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ที่ต้องการจะมีส่วนร่วมกับการสร้างสิ่งดีๆ ที่มีความหมาย ซึ่งอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การเลือกผลิตภัณฑ์แบบนี้แทนผลิตภัณฑ์ อื่นๆ

ยังมีประโยชน์อื่นๆ สำหรับธุรกิจที่ทำงานที่ดีแบบนี้ พวกเขาจะสามารถหาคนทำงานและรักษาพนักงานที่ดีได้มากขึ้น คนรุ่นใหม่วันนี้ทั่วโลกต้องการทำงานให้องค์กรที่เขาสามารถรู้สึกดีด้วยได้ การแสดงให้พวกเขาเห็นว่าองค์กรได้ใช้ความเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือคนยากจน คนรุ่นใหม่ก็จะตอบแทนด้วยการทุ่มเทในการทำงานมากขึ้น

*สร้างแรงจูงใจใหม่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าธุรกิจจะมองหาโอกาสแค่ไหน หรือใช้ความคิดสร้างสรรค์แค่ไหน ก็ยังมีปัญหาที่กลไกตลาดที่มีอยู่ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ มาลาเรียเป็นตัวอย่างที่ดีมาก คนที่ต้องการยาและวัคซีนมากที่สุดเป็นคนที่มีความสามารถในการจ่ายน้อยที่สุด ยาและวัคซีนเหล่านี้จึงไม่ได้รับการพัฒนา

ในกรณีนี้รัฐและองค์กรสาธารณะประโยชน์สามารถสร้างแรงจูงใจได้ ซึ่งก็เป็นอีกแนวทางของทุนนิยมที่สร้างสรรค์ แรงจูงใจอาจจะเป็นเรื่องตรงไปตรงมา เช่น การให้การชื่นชมในที่สาธารณะต่อธุรกิจที่รับใช้คนยากจน องค์กรไม่แสวงหากำไรของเนเธอร์แลนด์ที่ชื่อ ?มูลนิธิเพื่อการเข้าถึงยา? ได้ตีพิมพ์รายงานที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทยาไหนบ้างที่ได้พัฒนายาสำหรับคนจนในประเทศกำลังพัฒนา และช่วยให้พวกเขาเข้าถึงมันได้ เมื่อผมคุยกับผู้บริหารของบริษัทยา พวกเขาบอกว่าเขาอยากทำอะไรมากขึ้นสำหรับโรคที่ไม่ได้รับการเหลียวแล แต่อย่างน้อยเขาก็จำเป็นต้องได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผลงานของเขาด้วย ซึ่งรายงานนี้มีผลอย่างมาก

การประชาสัมพันธ์มีค่ามาก แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมได้ แม้แต่การประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุดก็อาจไม่มีมูลค่าพอสำหรับการจ่ายค่าวิจัย 10 ปีสำหรับยาตัวใหม่ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐต้องมีแรงจูงใจให้มากขึ้น เช่น ในอเมริกากฏหมายระบุไว้ว่า บริษัทยาที่พัฒนาการรักษาสำหรับโรคที่ไม่ได้รับการเหลียวแล เช่น มาลาเรีย จะได้อภิสิทธิ์ในการได้รับการพิจารณาก่อนจากองค์การอาหารและยาสำหรับสินค้า ตัวอื่นที่บริษัทนั้นผลิตขึ้น การได้อภิสิทธิ์ในการพิจารณาก่อนนี้อาจมีมูลค่าถึง 100 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีมากที่รัฐจะให้การช่วยเหลือนอกจากวิธีการต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว และน่าจะช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น

*ก้าวต่อไป
อีกแนวทางหนึ่งที่ธุรกิจน่าจะทำ คือการอุทิศเวลาบางส่วนของนักพัฒนานวัตกรรมชั้นนำของบริษัทให้แก่การหาทาง ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แนวทางนี้จะนำเอาพลังสมองที่ช่วยให้ชีวิตคนรวยดีขึ้นมาช่วยเหลือคนอื่นบ้าง

ทุน นิยมที่สร้างสรรค์ได้เกิดขึ้นแล้วในหลายรูปแบบ ทั้งด้านยา อาหาร โทรศัพท์มือถือ การเงิน แต่เรายังสามารถทำได้อีกมาก รัฐน่าจะสร้างแรงจูงใจมากขึ้น ขยายแนวคิดการทำและเผยแพร่รายงานของธุรกิจที่ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสเพื่อให้ ธุรกิจได้ภาพลักษณ์ที่ดีจากสิ่งดีๆ ที่ทำจริง ผู้บริโภคสามารถตอบแทนธุรกิจที่ดีด้วยการซื้อสินค้านั้นๆ แทนสินค้าจากบริษัทอื่น ลูกจ้างสามารถถามนายจ้างว่าได้ทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง ถ้าเราร่วมมือกันเราน่าจะสามารถผ่านปัญหาที่เลวร้ายที่สุดนี้ไปได้

**********************

เหงา

มีคนกล่าวไว้ว่า

“เราต่างเกิดมา คงอยู่ และจากไป อย่างเดียวดาย”

เป็นสิ่งที่เรารู้ดี

แต่โดยความเคยชินของเรา ก็เอาทุกข์ สุข ความต้องการ ความหวัง ความฝัน ของเราไปผูกไว้กับคนอื่นเสมอมา

เคยเจ็บกับมันมามาก

จนวันหนึ่งก็ตัดสินใจว่า จะยอมรับความเป็นแบบนี้ของเรา

วันนี้…

รู้สึกชีวิตว่างเปล่า ล่องลอย ไร้ความหมาย

ไม่เหมือนกับการ ไร้จุดหมายนะ เพราะเราเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีจุดหมายตลอดก็ได้

แต่การเป็นคนไร้ค่า ไร้ความหมาย…มันเจ็บปวด

มันทำให้ไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงนี้ไปทำไม

เมื่อไม่มีใครต้องการอะไรจากเรา

และเมื่อเราไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือจากใครได้

หรือนี่คือบทเรียนของวาระนี้

ความเปล่าเปลี่ยว เดียวดาย

คือชีวิตที่เป็นจริง มากกว่าการยึดอยู่กับคุณค่าที่รอให้คนอื่นหยิบยื่นให้

การเดินทางนี้ช่างแสนเศร้า

ความใส่ใจกัน

เรียบเรียงจาก เท็ด ทอล์ค ปี 2007

เดเนียล โกล์ดแมน, นักจิตวิทยา และผู้เขียนหนังสือ Emotional Intelligence

.

ในงานวิจัยที่วิทยาลัยศาสนศาสตร์พรินส์ตันมีการศึกษาคำถามที่ว่า

?ทำไมเมื่อเรามีโอกาสที่จะช่วยเหลือผู้อื่น บางครั้งเราช่วยแต่บางครั้งเราไม่ช่วย?

นักศึกษาธรรมกลุ่มหนึ่งได้รับการบอกกล่าวให้ฝึกเทศน์ในหัวข้อที่กำหนดให้

นักศึกษาครึ่งหนึ่งได้รับหัวข้อเกี่ยวกับนิทานเรื่องสมาริตัน ? ผู้ช่วยเหลือผู้ยากไร้ข้างถนนและผู้ต้องการความช่วยเหลือ

และนักศึกษาอีกครึ่งหนึ่งได้รับหัวข้ออื่นๆทั่วไป

พวกเขาถูกบอกให้เดินข้ามฝั่งไปที่อีกตึกหนึ่งทีละคน เพื่อจะไปฝึกเทศนาในหัวข้อที่ได้รับ

ในขณะที่เดินข้ามตึกไปพวกเขาได้ผ่านชายผู้หนึ่งกำลังหดตัวและครางร้องอย่างเจ็บปวด ชัดเจนว่าต้องการความช่วยเหลือ

.
คำถามคือ

พวกเขาจะหยุดช่วยไหม?
.

และคำถามที่น่าสนใจกว่าคือ การที่เขากำลังนึกถึงนิทานของสมาริตันจะมีผลไหม?

คำตอบคือ
.
ไม่เลย
.

ปัจจัยที่ทำให้พวกเขาจะหยุดช่วยชายผู้นั้นหรือไม่

ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขารีบแค่ไหน และหมกมุ่นกับสิ่งที่กำลังท่องอยู่แค่ไหน

ระหว่างนักศึกษาที่ได้รับการบอกว่าเขาสายแล้วให้รีบไป

กับนักศึกษาที่มีเวลาเดินไปเรื่อยๆสบายๆกลุ่มหลังจะช่วยมากกว่า

และระหว่างถูกกดดันให้ท่องให้ได้กับกลุ่มที่ไม่ได้รับการกดดันกลุ่มหลังก็จะช่วยมากกว่าเช่นกัน

เราไม่ช่วยเหลือผู้อื่นในทุกโอกาสที่เราทำได้ เพราะเรากำลังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องอื่น

.

มีวิทยาศาสตร์ทางสมองสาขาใหม่คือ Social neuroscience ที่ศึกษาวงจรในสมองคนสองคนที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กัน

ผลที่ได้คือ ความสัมพันธ์พื้นฐาน (Default wiring) ของเราคือการช่วยเหลือ!

ในขณะที่เรากำลังให้ความสนใจกับอีกคนหนึ่งเราจะรู้สึกร่วมไปกับเขาโดยอัตโนมัติ

มีการค้นพบประสาท (Neurons) ใหม่ในสมองเราที่ทำหน้าที่เหมือนระบบ Neuro-wifi ที่กระตุ้นสมองของเราในจุดเดียวกันกับอีกคนหนึ่งที่เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์ด้วย

เราจึงมีความรู้สึกร่วมโดยอัตโนมัติ และเมื่อคนหนึ่งกำลังเจ็บปวดหรือต้องการความช่วยเหลือ เราจึงพร้อมจะช่วยโดยอัตโนมัติเช่นกัน

.

แล้วทำไมเราถึงไม่ช่วยล่ะ?

คำตอบง่ายๆก็คือเมื่อเรากำลังสนใจอยู่แต่กับตัวเอง เราไม่ได้สนใจผู้อื่นอย่างเต็มที่ และปิดรับสัญญาณตรงนี้ไป

มีการสัมภาษณ์ฆาตรต่อเนื่องในเมืองซานตา ครูซ ที่ฆ่าคนมามากมายรวมทั้งผู้คนใกล้ชิดและคนในครอบครัว

ปรากฏว่าชายผู้นี้มีไอคิวถึง 160 เข้าขั้นอัจฉริยะเลยทีเดียว

แต่เห็นได้ว่าไอคิวไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเลย มันอยู่ในความควบคุมของสมองคนละส่วนกัน

เขาถูกถามว่า ?ไม่รู้สึกถึงคนที่เขาฆ่าเลยหรือ??

เขาตอบว่า ?ไม่เลย ผมต้องปิดความรู้สึกส่วนนั้นไป ไม่เช่นนั้นผมก็จะทำไม่ได้?

บางครั้งเราก็ปิดการรับรู้ส่วนนั้นเช่นกัน เมื่อเราสนใจแต่ตัวเอง

.

การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการซื้อของ ทุกวันนี้เรามีทางเลือกมากมายในการเลือกซื้อ

มีความพยายามที่จะผลักดันแนวคิดเรื่องการซื้อของอย่างใส่ใจ (compassionate shopping)

คือการใส่ใจถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เราซื้อ

เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำให้เราหาข้อมูลได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วว่าสินค้าแต่ละชิ้นทำมาจากที่ไหน ใช้วัตถุดิบอะไร และมีผลอะไรต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมบ้าง

มีหนังสือและการรณรงค์มากมายเพื่อให้ความรู้เรื่องนี้

แต่มันจะมีประโยชน์จริงหรือ?

วันหนึ่งในสถานีรถไฟใต้ดิน มีชายคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ผู้คนนับร้อยเดินข้ามเขาไปมา ไม่ใครใส่ใจ

แต่เมื่อผมหยุดและนั่งลงดูเขา ในทันทีคนนับสิบก็หยุดดูด้วย และหลายคนก็ช่วยเหลือชายคนนี้

สิ่งที่จำเป็นมีแค่เพียงความสนใจ

ดังนั้นผมจึงยังมีความหวัง

???..

คนเรามีธรรมชาติของความเห็นอกเห็นใจกัน ใส่ใจกัน และพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้ว

แต่ความเร่งรีบ และความกดดันในการเอาตัวรอด ทำให้เราสนใจแต่ตัวเอง และปิดรับความสามารถในการับรู้ความเป็นไปของผู้อื่น

ทางออกของสังคมที่ผู้คนห่วงใย ใส่ใจกัน จึงไม่ใช่เพียงการสั่งสอนให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของความทุกข์ของผู้อื่น เพราะหลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แก่ใจ หรือสามารถหาข้อมูลได้ไม่อยาก

แต่จุดสำคัญอยู่ที่เรามีเวลาพอมั้ยที่จะเปิดโอกาสให้เราได้เข้าสู่ธรรมชาติที่แท้จริงของเรา ธรรมชาติแห่งความห่วงใย

.
ปัญหาไม่ใช่ความไม่รู้ แต่คือความเร่งรีบ

ภารกิจล่าฝัน

คำถามพื้นฐานที่คนมักจะถามกัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทั่วไป การสัมภาษณ์งาน หรือการสมัครเรียนสถาบันไหนซักแห่ง ก็คือ ?คุณมีเป้าหมาย หรือความฝันอะไรในชีวิต??

เป็นที่ยอมรับกันว่าคนมีฝันน่าชื่นชม คนมีเป้าหมายน่านับถือกว่าคนที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ

เราควรทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง พลังกาย พลังใจเพื่อไปให้ถึงฝัน และสุดท้ายคนที่ยังหาไม่เจอ ก็ต้องพยายามหาให้เจอ

เป้าหมายชีวิตเป็นสมบัติล้ำค่าที่ทุกคนควรมี ยึดถือ พิทักษ์รักษา และอุทิศตนเพื่อพิชิตมันมาให้ได้

เราตั้งคำถามว่าเป้าหมายของชีวิตเราคืออะไร

แล้วเคยมั้ยนะ ที่เราจะตั้งคำถามว่าทำไมต้องถาม?

แล้วถ้าตอบไม่ได้ หรือไปไม่ถึงล่ะ จะทำให้ชีวิตเราหมดค่าไปเลย … หรือ?

ผู้เขียนโชคดีที่ได้ทำงานกับคนรุ่นใหม่มากหน้าหลายตาที่มีความฝันอยากสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคม พวกเขามีพลังล้นเหลือ กับความทุ่มเทที่ไร้ขีดจำกัดที่จะ ?ทำให้ได้? และฝันของพวกเขาก็ไม่ได้เพียงเติมแรงให้กับตัวเขาในการสร้างสิ่งดีๆ ให้สังคม มันยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ มีกำลังใจ และอุ่นใจมากขึ้นว่ายังมีคนที่ฝันอยากทำให้สังคมเราดีขึ้น จะเรียกว่าเป็นคนทำงานขายฝันก็ได้ และก็เป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังเดินทางตามความฝันของตัวเองไปด้วย

ในภารกิจพิชิตฝันนี้ ผู้เขียนได้เรียนรู้ว่าเชื้อเพลิงที่ผลักให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเหลือเชื่อนี้ ในขณะเดียวกันก็สามารถเผาไหม้ตัวเราไปด้วยได้แรงพอๆ กัน เมื่อเราไปยึดว่าฝันนี้คือ ?ของเรา? เป็นตัวแทนของ ?ตัวเรา? เราก็จะปกป้องมันเต็มที่ ใครจะมากล่าวหาว่ามันไม่ดี หรือไม่มีค่า ก็เท่ากับว่าเราไม่ดี ไม่มีค่า คำวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่ข้อเสนอแนะด้วยความหวังดี ก็กลายเป็นสิ่งคุกคามที่ทำให้ฝันนั้น และตัวเราด้อยค่าลง ความกลัวทำให้เราไม่กล้าเปิดใจฟัง ไม่ได้ยินและอดเรียนรู้จากเสียงสะท้อนที่มีค่า อีกทั้งเมื่อการเดินทางไม่เป็นไปดังหวังก็รู้สึกเสียใจจนหมดแรง

ผู้เขียนเคยได้รับฟังการปรับทุกข์ของน้องชาย ที่เขาคงเหมือนคนวัยหนุ่มสาวหลายๆ คนซึ่งสับสนว่าชีวิตจะเดินไปทางไหนดี รู้สึกหดหู่แกมไร้ค่าเพราะยังหาเป้าหมายชีวิตไม่เจอ ทั้งที่เพื่อนๆ และใครต่อใครรอบตัวก็มีกันหมดแล้ว ผู้เขียนและรุ่นพี่อีกคนที่เผชิญชีวิตมาอย่างโชกโชน ก็พยายามช่วยเขาตั้งคำถามเพื่อให้ได้ค้นหาว่าจริงๆ แล้วตัวเขาต้องการอะไร อยากจะเป็นอะไร คุยกันอยู่นานแสนนานก็ยังไม่ได้คำตอบ จนลูกสาววัยมัธยมของรุ่นพี่ที่แอบนั่งฟังอยู่เงียบๆ ถามขึ้นมาว่าอย่างซื่อๆ ว่า ?ต้องตอบตอนนี้เลยเหรอ? ถ้ารู้แล้วจะอยู่ไปทำไม??

ตัวผู้เขียนเองก็เคยสับสน วกวน งงงวยกับตัวเองมากมาย ว่าเรากำลังทำอะไร มีเป้าหมายอะไรกันแน่ คิดจนมึนก็คิดไม่ออก และช่วงนั้นก็มืดมนสุดทน จนเมื่อหยุดคิดพาตัวเองออกเดินเล่นกับชีวิตไปเรื่อยๆ จึงเห็นว่าการเดินเรื่อยๆ นี้ก็ทำให้เราค่อยๆ เห็นทางไปได้ ไม่ต้องรู้ทั้งหมดวันนี้ก็ได้ ใช้ชีวิตเหมือนอ่านนิยายเล่มโต ค่อยๆ ละเลียดลิ้มรสไปเรื่อยๆ ถ้ารู้ตอนจบแล้วก็หมดสนุกพอดี

เป้าหมายหรือฝันที่ชัดทำให้เรารู้ว่าจะเดินไปทางไหน แต่ถ้าไม่เท่าทัน การมุ่งมองฟ้าหาเป้าหมายก็ทำให้เราหันหน้าไปมองมุมอื่นน้อยลง ไม่เห็นว่ามีที่ไหนน่าไปอีกบ้าง ละเลยการก้มหน้ามองหนทางที่ก้าวเดินอยู่ อดชื่นชมดอกหญ้า แม่น้ำ พื้นดินระหว่างทาง

การอยู่กับเป้าหมายบางทีก็เป็นกับดักที่เราให้เราอยู่กับสิ่งที่คิดไว้ในอดีต และสิ่งที่เราคาดว่าจะเป็นไปในอนาคต จนลืมลิ้มรสสัมผัสของปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง ภาพฝันเป็นแรงบันดาลใจที่มีค่าแต่การยึดติดกับฝันนั้น ก็อาจทำให้เราใช้ชีวิตตามหาประสบการณ์ที่คิดว่าควรจะเป็น มากกว่าการได้ ?ประสบ? กับชีวิตแบบที่มันเป็นจริงๆ

น้องชายคนเดียวกันนี้เคยตัดสินใจที่จะไม่เรียนดนตรี ทั้งที่เขาสนใจมันมาก เพราะอยากจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง มากกว่าเรียนจากคำบอกเล่าของคนอื่นว่าประสบการณ์ของดนตรีควรจะเป็นยังไง วันนี้เขาเป็นนักร้องที่โดดเด่น และเล่นดนตรีได้ดีกว่าผู้เขียนที่เรียนมาตั้งนาน เพราะเขาได้ประสบมันและเข้าไปรู้จักมันด้วยตัวเอง

แม้กับการเรียนรู้ก็ถูกคาดหวังให้ตั้งเป้าหมายให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าจะเรียนอะไร อย่างไร เพื่ออะไร ภาพที่ชัดมากเกินไปนั้นจะมีส่วนในการปิดกั้นการเรียนรู้ที่แท้จริงหรือเปล่า การเฝ้ามองหาบางอย่างมากเกินไป ก็อาจทำให้เรามองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้คาดไว้ก็ได้ การเรียนรู้ที่แท้น่าจะเป็นการผจญภัย ยอมให้ทุกๆ ประสบการณ์เข้ามาหาเราอย่างที่มันเป็น รับรู้มันด้วยใจที่เปิดกว้าง ให้ทุกๆ ความเป็นไปได้เปิดออกให้เราได้สบตา สิ่งที่เราไม่ได้ตั้งเป้าไว้อาจจะเป็นแง่เงามุมมืดของเราที่มองข้ามไปหรือไม่อยากมอง แต่ควรค่าแก่การเรียนรู้ที่สุดก็ได้

ลองวาง ?ความรู้แล้ว? ลงบ้าง ปล่อยให้ใจพาชีวิตเดินไปเรื่อยๆ ตามจังหวะของเขา เดินทีละก้าว หายใจทีละครั้ง มองทีละมุม และตั้งคำถามตามที่เข้ามาในใจในแต่ละห้วงคำนึง

คนเรามีศักยภาพในการเรียนรู้อย่างไม่มีขีดจำกัด และเราก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะรู้ว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับตัวเอง เพียงเราให้โอกาสตัวเอง ในการเฝ้ามองอย่างลึกซึ้ง อย่างกล้าหาญ เปิดกว้าง และไว้วางใจ เราก็จะได้เรียนรู้ชีวิตและค้นพบตัวเองอย่างที่เราเป็นจริงๆ

เมื่อเราไว้วางใจตัวเองและศักยภาพของตัวเองได้ เราก็จะไว้วางใจในคนอื่นได้เช่นกัน

ลองให้โอกาสตัวเองได้หลงทางบ้างนะ

โดย กฤตยา ศรีสรรพกิจ
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา ContemplativeEducation@yahoo.com
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๑

2B

In this world of endless sorrow

No where to run

No where to hide

Only to be

ทางเลือก

การที่คนเราออกมาทำอะไรเยอะๆนี่ดีจริงๆหรือ

ถึงการก่อการนั้น

จะอยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจดี อย่างบริสุทธิ์ใจ

แต่ถ้ามันนำมาซึ่งความลำบากทั้งกายและใจให้คนอื่น และตัวเอง

มันดีจริงหรือ

ความตั้งใจดี

นำไปสู่การกระทำที่ดีแน่หรือ

แล้วการทำการที่สร้างความเศร้าขนาดนี้

ควรค่าแล้วหรือ

หรือว่า

การอยู่เฉยๆ

จะเป็นทางที่ดีกว่าสำหรับทุกๆคน

ลดเพื่อเพิ่ม

4 วันที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ได้รู้จักร่างกายตัวเองดีเป็นพิเศษ

เป็นอีกช่วงที่ได้ทดลองลดอาหาร

เคยทำมาแล้วบ้าง

ครั้งแรก เป็นไปเพื่อการรอคอยการตื่นรู้ กับกิจกรรม Eco-Quest หรือนิเวศน์ภาวนา

อดอาหาร ไม่ทานอะไรเลยนอกจากน้ำเป็นเวลา 2 วัน 2 คืน

เป็นเพราะความตั้งใจของตัวเอง และการเอาใจช่วยของคนมากมาย

ประหลาดใจตัวเองที่ทำได้ไม่ยาก

ครั้งที่สอง เป็นผลพลอยได้จากการเข้าคอร์สวิปัสสนา 10 วัน

เนื่องจากต้องนั่งตลอด กินเท่าปกติแล้วอึดอัด…จึงต้องลดอาหารเอง

ไม่ยากเช่นกัน

ได้รู้ว่าร่างกายเราต้องการอาหารน้อยกว่าที่เราเคยกินเยอะ

ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจจะลดอาหาร เพื่อลดน้ำหนัก (จริงๆก็คิดมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่เพิ่งทำได้ครั้งแรก)

เป็นกระบวนการที่ตื่นเต้นดี

ได้เห็นว่าร่างกายและจิตใจตัวเองมีปฏิกิริยายังไงเมื่อได้รับอาหารลดลง

ภูมิใจที่ทำได้ตามตั้งใจกับคอร์สสุดโหดที่คำนวนมาอย่างพอดีนี้ (ถึงจะแอบกินบ้างก็กินผักนะ)

และ….

อาหารทุกอย่างอร่อยขึ้นมากกกกกกก

ไม่เคยปลาบปลื้มกับโยเกิร์ต หรือผักสดขนาดนี้

ความขาด ทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราได้รับมากขึ้นมากมายจริงๆ

นึกถึงหลักเศรษฐศาสตร์ที่เคยเรียนมา

Diminishing Marginal Utility

ภาษาไทยคือ การลดลงของอัตถประโยชน์ส่วนเกิน

(แปลแล้วยากขึ้นเนอะ)

Utility แปลง่ายๆว่าความพอใจ

Marginal Utility ก็คือส่วนต่างของความพอใจในหน่วยต่อไป (งงอะดิ..เอาน่าอ่านต่อไปก่อน)

Diminishing Marginal Utility คือกฏที่ว่าส่วนต่างของความพอใจในหน่วยต่อไปจะลดลง

(งงมากขึ้นมะ)

เช่น ดื่มโค้กแก้วแรกจะรู้สึกดีกว่าแก้วที่สอง

สมมุติความพอใจในการดื่มโค้กแก้วแรก = 10 แก้วต่อไปความพอใจจะน้อยกว่า 10 เสมอ

เมื่อเรากินเยอะขึ้น ความพอใจที่ได้ในแต่ละหน่วยจะลดลง (ถึงรวมแล้วจะมากขึ้น)

เงิน 10 บาท ถ้าเอาไปให้ขอทานที่มีเงินทั้งตัว 100 บาทก็จะมีค่ามหาศาล

มากกว่าถ้าเอาไปให้คนรวยแล้ว

ดังนั้น

การจะเพิ่มความพอใจรวมของคนทั้งสังคม

ก็คือ การเอาสิ่งที่คนมีมากแล้วไปให้คนที่มีน้อยกว่านั้นเอง

และเมื่อเรามีน้อยลง (เหมือนตอนลดอาหาร)

สิ่งที่เราได้รับก็จะมีค่ามากขึ้นสำหรับตัวเราเองด้วย (อาหารอร่อยขึ้น)

คิดดูดีๆ

การกระจายรายได้ ก็น่าจะ? win-win เนอะ

ว่ามั้ย?

Update from Dharamsala, India (2)

Couldn’t join the hunger strike after all.
The Indian police stop us and said that as we’re on a tourist visa we can’t participate in any political activities.? And if we do, we’ll be deported (sent back home) in 48 hours and would never be able to come back to India again.? Some foreigners were deported already.

This really pissed us off!!

But we didn’t join anyway, because of many other complications and many Tibetan want to join and there wasn’t enough space.

So we went back to our guesthouse to drop off our sleeping bags (prepared to fight the cold in open air), then go to the town square to observe the situation. Hundreds of people were in the demonstration shouting angrily and burning the Chinese flag, something I don’t consider as “non-violent”.? But in the mean time, I can understand (of course not completely) their situations with families and friends being killed.
Things were heated, and my friend Jaye was so brave she shout out asking the crowd to be quiet and start a pray of “Om Mani Padme Hum” a prayer of compassion.
People did quiet down and start praying with us.
It was beautiful.
But only last a few minutes as many men start shouting “Free Tibet” very loudly again.
It was a good win, showing that many Tibetans really want peaceful demonstration.
Some monks are still praying when we left.
There are many demonstrations around town, most were praying peacefully.

The Chinese prime minister accused the Dalai Lama as staging all these, which I think is ridiculous.
Today the Dalai Lama said if the violence worsen, he will resign.
Things are heated more and more.

Violence can never be ended with counter violence.
But how can people who are brutally hurted over and over for decades keep their mind of “peace”
It’s a huge challenge.
I hope the Tibetans can.

As for me, I’m fine and had a big Indian dinner (after a big breakfast and big lunch we had in preparation).
Will be off to Delhi tomorrow.

Please pray for the Tibetans na ka.

P.S. Like last time, see latest pics/situation at my roommate blog at http://www.jayerhodes.com/

Update from Dharamsala, India - home of Tibetans in-excile (1)

As some of you have known, I’m now in Dharamsala, India.
Just finish a 10 days retreat of Tibetan Buddhism/meditation and came out to find the city in chaos.
The retreat was fascinating, but that story will have to wait.
Now I want to update you on another important situation.
Some of you might have heard about the China-Tibet incidents.? There was a demonstration on 10th March as national uprising day, violence broke out, China said “a few” people were killed, the Tibetan government has record of a hundred.? As far as talking to people around town, I’ve heard of more than “a few” of their relatives being killed already.

The city is nearly all closed down now, especially shops own by Tibetans are close down to show solidarity.? There’re demonstrations going around town everyday with more and more people joining.? Thousands were marching around town last night, then gathered at the Great Temple to watch the tape of Dalai Lama press conference to the global media.? Within seconds all the yelling quiet down to hear their leader for 4 hours, follow by a prayer.
Things are heated, but not dangerous.? No need to worry about me.
My friends and I here have been trying to find something we can help.

So today we’ll join a “Hungry Strike” It has started a few days now, people take shift of 24 hours each, starting at 2pm and the whole strike will last till the Chinese end the violence.
This is a very peaceful way to show them that we can’t accept this.
A group of us are from USA, England, Norway, and Korea….should bring some interest from the international media - we hope.

For more information and pics, check out my friends website at http://www.jayerhodes.com/ she’s my room-mate here and we’re together most of the time, so same experience.

We don’t know what more we can do yet.
For now please spread the words!

ฟังเสียงจากใจ

?เขียนไว้เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์…..

เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑วันนี้เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นครั้งแรกที่เป็นการตัดส

ินใจด้วยตัวเอง โดยปราศจากการขอคำปรึกษา หรือการแสวงหาแรงบันดาลใจจากผู้อื่น เป็นครั้งแรกที่รับฟัง และศิโรราบต่อเสียงเรียกร้องภายในของตัวเองอย่างแท้จริง

วันนี้เป็นวันที่ได้เดินออกมาจากองค์กรที่สร้างขึ้นมากับมือ

เป็นองค์กรเล็กที่เราช่วยกันก่อร่างสร้างตัวมากับเพื่อนๆ ที่รวมความฝัน มิตรภาพ บ้านที่อบอุ่น และปลอดภัย ภารกิจอันยิ่งใหญ่และมีคุณค่ายังรออยู่ข้างหน้า ไม่ใช่เพราะมีปัญหา หรือเหนื่อยล้าจนไปต่อไม่ไหว แต่ ณ วันนี้ได้ยินเสียงใจตัวเองอย่างชัดเจนแล้วว่า “หมดวาระของเธอแล้ว”

คนแต่ละคนจะมีแรงผลักดันพื้นฐานในการดำเนินชีวิตแตกต่างกันไป สำหรับเราแล้วแรงผลักนี้มาจากการทำเพื่อคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เรารัก “ชีวิตที่ทำเพื่อผู้อื่น จึงจะเป็นชีวิตที่มีค่า” การเดินทางที่ผ่านมาอบอุ่นและเต็มไปด้วยความหมาย ได้แรงบันดาลใจล้นเหลือในการทำงานเพื่อรับใช้สังคม ได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ และอิ่มเอมกับผลตอบแทนที่ได้ คือ การมีคุณค่าพอที่จะได้รับความรัก

แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเผลอไป มันก็เป็นการผูกติดคุณค่าของตัวเราไว้กับความพอใจของคนอื่น หลงลืมไปว่าตัวเราก็มีคุณค่าได้ด้วยตัวเองเหมือนกัน รับรู้และตอบสนองความต้องการของผู้อื่น จนละเลยที่จะฟังเสียงของตัวเอง

การจะเป็นผู้ให้ หรือผู้รับใช้ที่ดี ผู้ให้จึงน่าจะรู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้งก่อน เพื่อที่จะสามารถดึงศักยภาพที่สูงสุดของตัวเองออกมาเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นอย่างแท้จริงได้ การให้อย่างหลงลืมตัว จะไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ให้และผู้รับ

วันนี้จึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางเพื่อจะเข้าไปรู้จักตัวเองมากขึ้น การเดินออกมา ไม่ได้เป็นการละทิ้งตัวตนที่เราเป็นอยู่ ตัวตน ความคิด ความสามารถต่างๆ ที่มีอยู่ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่การเดินทางเป็นการเปิดพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ ให้เราได้ทดลองเรียนรู้ศักยภาพในด้านอื่นๆ ของตัวเอง ที่เราไม่เคยได้รู้ว่ามีอยู่ เพราะแท้ที่จริงแล้ว ตัวเราเป็นไปได้ทุกอย่าง แต่ความคุ้นชิน และประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่เดิม เมื่อยึดติดมากเกินไป ก็กลายเป็นสิ่งปิดกั้นให้เราเชื่อไปว่าเราไม่สามารถทำสิ่งอื่นๆ ได้

การฟังเสียงตัวเอง ต้องใช้ความสงบนิ่ง ตัดสินใจเดินไปตามทางนั้น ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก เพราะจะไม่มีใครรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจนั้นได้ นอกจากตัวเราเอง

ความกลัวมากมายกำลังโถมเข้ามาสู่ตัวเรา กลัวการตัดสินจากคนรอบข้าง กลัวคุณค่าในตัวเราที่คนอื่นเคยเห็นจะเปลี่ยนแปลง กลัวความรักที่ได้จะหายไป

ทั้งตัวเราและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ตัวเรา ณ ชั่วขณะนี้มีอยู่เพียงตอนนี้ ตัวเราในอีกช่วงขณะหนึ่งก็คืออีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นทั้งคนเดิมและคนใหม่ สิ่งเดียวที่แน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน การยึดติดต่อสิ่งที่เราเคยมี เคยเป็น และอยากให้คงอยู่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เป็นทุกข์ และความทุกข์นั้นก็เป็นตัวเรา เมื่อเรารับรู้การมีอยู่ของเขา โอบอุ้มเขา เขาก็จะไม่ทำร้ายเราได้

…….

น่าตื่นเต้นที่เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะออกเดินทางค้นหาตัวตนอื่นๆ ของตัวเอง หนทางมากมายตามที่ใจร้องขอ ก็เปิดออกอย่างน่าอัศจรรย์

เคยคิดว่าเป็นคนที่ไม่มีทักษะด้านศิลปะ จึงอยากค้นหาตัวตนนี้ ก็มีเพื่อนมาชวนทำงานเกี่ยวกับการใช้กระบวนการศิลปะกับจิตตปัญญา

เมื่อปีที่แล้วได้ไปร่วมกระบวนการ eco-quest หรือนิเวศน์ภาวนา ครั้งนั้นได้ตั้งคำถามไปว่า “ชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร” คำตอบที่ได้ในตอนนั้น คือ “การเรียนรู้เรื่องราวจากชีวิตของผู้คนแล้วนำมาบอกเล่า” เชื่อ แต่ไม่ได้เดินตาม ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่เพราะความไม่เคย วันนี้จึงอยากลองทำงานเขียน โอกาสมากมายก็มาถึงในทันที ตั้งแต่การเขียนบทความนี้ งานถอดบทเรียนที่ต้องการคนทำ พี่สาวนักเขียนที่อยากขอติดตามไปก็โทรมาพูดคุยทั้งที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบปี

อีกเรื่องที่ใจร้องขอ คือการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นผู้ชายคงได้ออกบวช แต่เมื่อเป็นผู้หญิงคงต้องหาวิธีอื่น ก็มีคุณอาที่นับถือและไม่ได้ติดต่อกันมานานส่งหนังสือมาให้ ชื่อ “วารสารธรรมมาตา” โดยธรรมาศรมธรรมมาตา สถานปฏิบัติธรรมสำหรับผู้หญิง

อยากได้ใคร่ครวญถึงการเดินทางที่ผ่านมาและกำลังจะเดินต่อไป ก็มีการอบรม Life & Spiritual Dialogue ที่ได้รับเชิญไปเข้าร่วมที่เชียงราย เริ่มต้นพรุ่งนี้ เป็นช่วงเวลาที่ลงตัวที่สุดพอดี

และสุดท้าย สถานที่ๆ อยากไปมานานคือ อินเดีย ที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ ความทุกข์ และนวัตกรรมมากมายในการหาทางพ้นทุกข์ น้องชายที่เรียนอยู่ที่นั่นก็ชวนให้ทั้งครอบครัวเราไปเที่ยว ในช่วงเวลานี้ พอดีที่สุดอีกเช่นกัน

ความบังเอิญนี้น่าประหลาด เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกที่ มันคือมนต์วิเศษที่เกิดจากพลังของเสียงจากใจเราเอง