ในวันที่มันเดียวดาย
มองไปเห็นผู้คน
เดินชน เดินวนกันไป ในทุกๆวัน
มองดูผู้คนเดินเคียง
บางคนเดินคล้องแขนกัน
เห็นรักมากมาย
.
วันเงียบเหงา
ในวันที่มีแต่เรา
ไม่เหมือนอย่างเขา
ก็เราไม่มีใคร
.
จะมีไหมวันที่เจอใครซักคน
คนที่เขามีรัก ให้ชั้นรัก…รักจนหมดใจ
จะมีไหม ซักวันจะเจอใช่ไหม
คนที่ให้ชั้นรัก เขาอยู่ไหน เขาเป็นใคร…เมื่อไหร่จะเจอ
.
ในวันที่มันเดียวดาย
ใจกลับไม่เงียบงัน
โดดเดี่ยวอยู่ในคืนวัน ชั้นได้ยินอยู่
เพลงแห่งความหงาในใจ
จะมีใครไหมที่รู้
ได้ยินเหมือนกัน
.
วันเงียบเหงา
ในวันที่มีแต่เรา
ไม่เหมือนอย่างเขา
ก็เราไม่มีใคร
.
จะมีไหมวันที่เจอใครซักคน
คนที่เขามีรัก ให้ชั้นรัก…รักจนหมดใจ
จะมีไหม ซักวันจะเจอใช่ไหม
คนที่ให้ชั้นรัก เขาอยู่ไหน เขาเป็นใคร…เขาคือใคร
.
เวลายังเดินอย่างช้าๆ ค่อยๆเดินไป
จนกว่าจะเจอ จะได้พบ
พบใคร
.
………….
.
เพลงของคุณน้องชาย
ที่โดนใจพอดีกับวาระนี้
.
เหงา แต่อบอุ่น
เศร้า แต่มีความสุข
.
รอคอย
อย่างมีความหวัง
Filed under: Uncategorized on September 9th, 2008 | 3 Comments »
ว่าจะไม่เขียน
แต่ก็อดไม่ได้ จนได้
เบื่อ เบื่อ เบื่อ
(ทำตัวใหญ่กว่านี้ไม่เป็น)
จะทะเลาะกันไปถึงไหน
ให้มันได้อะไรกันขึ้นมา
พอเรื่องแรงขึ้นๆ ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นๆ
เรียกร้องให้ผู้คนออกมาแสดงความคิดเห็น
แต่มีกี่คนในมวลชนผู้ใส่ใจสังคม ที่ไม่แสดงความโกรธ เกลียด หรือดูถูกคนที่คิดต่าง
แล้วจะมาเรียกร้องประชาธิปไตยกันไปทำไม
ล่าสุดได้ยินข่าวลือที่น่าเสียใจมาก
รุ่นน้องแกนนำนักศึกษา (ที่ไม่ได้รู้จักแต่ร่วมเป็นลูกแม่โดมเหมือนกัน)
บ่นว่ากลุ้มใจที่ไม่สามารถทำให้เพื่อนนักศึกษามีความเห็นเรื่องการเมืองไปในแนวทางเดียวกันได้
น้องค่ะ
ถ้าต้องการให้ทุกคนเห็นเหมือนกัน
นั่นเรียกว่าเผด็จการค่ะ
(หวังว่าจะเป็นข่าวลือที่เข้าใจผิด)
เลิกบ่มเพาะความเกลียดกันซะทีเถอะ
เมื่อเราส่งอะไรออกไป นั่นก็คือสิ่งที่จะกลับมา
เมื่อเรามีแต่ความโกรธ เกลียด สิ่งเดียวที่สร้างได้คือศัตรู
Filed under: Uncategorized on September 2nd, 2008 | 1 Comment »
เมื่อวานไปชุมนุมโยคีมา…
เป็นการพบกันโดยนัดหมายแต่ไม่ได้จัดการมากมาย
เป็นคนที่เคยฝึก / หรือสนใจการภาวนากับตั้ม - วิจักขณ์ (vichak@blogspot.com)
มาเจอกันเพื่อ “นั่งเฉยๆ”
เมื่อได้ยินเสียงระฆังบอกจังหวะหมดช่วงเวลา
ใจหวิวๆ เหมือนจะหลุดลอยไป
รู้สึกถึงความเปล่าเปลือย และเศร้าลึกของหัวใจ
เพียงเสียงกระทบ ก็สะเทือนอย่างรุนแรง
ลืมตามาด้วยตาชื้นๆ
แต่ไม่ได้ถึงร้องไห้
(คงเพราะไม่ได้สนิทกับทุกคนที่นั่น ไม่งั้นคงร้องไปแล้ว)
เศร้าแบบอุ่นๆ
หวิวๆ แต่มั่นคง
ใจหน่วงๆหนักๆ แต่ก็เบาสบาย
นี่หรือเปล่านะใจเปล่าเปลือยที่เปราะบาง…
เจอพี่วิที่เคยเจอที่สวนโมกข์ (คิดถึงๆ)
พูดได้เหมือนใจเราเลย
การเดินทางที่โดดเดี่ยว
ไม่สามารถสื่อสารให้ใครเข้าใจได้
มีเพียงเรากับความเหงาเท่านั้น
….ขอพลังจากความเศร้า….
Filed under: Uncategorized on September 1st, 2008 | 3 Comments »
วันนี้จริงจังหน่อย
มาจาก
http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000098465
เรื่อง-Bill Gates
แปลและเรียบเรียงจากนิตยสาร Time - กฤตยา ศรีสรรพกิจ
ผู้จัดการ - ปริทรรศน์ วันที่ 20 สิงหาคม 2551
คนทั้งโลกต่างรู้ดีว่า บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ เป็นมหาเศรษฐีอีกคนหนึ่งที่บริจาคเงินเข้าองค์กรสาธารณะประโยชน์จำนวนมากใน แต่ละปี และเขาก็พยายามผลักดันเรียกร้องให้คนที่มีโอกาสที่ดีกว่าหันมาสนใจคนที่เข้า ถึงโอกาสได้น้อยกว่าซึ่งมีอยู่ทั่วโลก
ไม่ ว่าบางคนจะยอมรับ ?ระบบทุนนิยม? ได้หรือไม่ก็ตาม แต่ความเป็นจริงทุกวันนี้ก็คือ ทุนนิยมกลายเป็นระบบเศรษฐกิจหลักที่ขับเคลื่อนโลกทั้งโลก แม้ว่าบ่อยครั้งที่เราเห็นความโหดร้ายของมัน แต่เราคงต้องยอมรับว่าทุนนิยมเองก็ทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นกว่าอดีต มาก
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่บิลล์ เกตส์ ออกมาแสดงความคิดเห็นของตนผ่านนิตยสารระดับโลกอย่าง TIME บทความของเขาอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราก็ยังไปไม่ถึง ไปไม่ถึงจุดที่ทุนนิยมสามารถดูแลผู้คนและมีหน้าตาเป็นมนุษย์มากกว่าที่อยู่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นที่ตัวระบบเองที่เราต้องหาวิธีดูแล แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังคิดกับมันไม่มากพอหรือเปล่า ดังที่บิลล์ เกตส์พยายามชี้ให้เห็นในบทความของเขา
มีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าบิลล์ เกตส์จริงใจแค่ไหนหรือต้องการเพียงชื่อเสียงจากภาพลักษณ์เศรษฐีใจบุญ แต่ไม่ว่าความเป็นจริงจะเป็นเช่นไร ใครจะทำอะไรด้วยแรงจูงใจแบบไหน แต่ถ้ามันสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสที่เลี้ยงชีวิตด้วยเงินเพียง 1 เหรียญต่อวัน นั่นก็น่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลยใช่หรือไม่
สังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนที่หลากหลาย มาช่วยกันพัฒนาสังคมในรูปแบบของตัวเอง ไม่ผูกขาดการทำความดี แม้จะมีความเชื่อที่ต่างกัน แต่ก็ยังสามารถร่วมทางกัน เพื่อช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้น นั่นจะเป็นการดีกว่าหรือไม่
เพราะแท้จริงแล้ว เราทุกคนต่างก็มีพื้นฐานของความเป็นคน…ที่ต้องการความสุขไม่ต่างกัน
?????..
*How [...]
Filed under: Uncategorized on August 26th, 2008 | 4 Comments »
มีคนกล่าวไว้ว่า
“เราต่างเกิดมา คงอยู่ และจากไป อย่างเดียวดาย”
เป็นสิ่งที่เรารู้ดี
แต่โดยความเคยชินของเรา ก็เอาทุกข์ สุข ความต้องการ ความหวัง ความฝัน ของเราไปผูกไว้กับคนอื่นเสมอมา
เคยเจ็บกับมันมามาก
จนวันหนึ่งก็ตัดสินใจว่า จะยอมรับความเป็นแบบนี้ของเรา
วันนี้…
รู้สึกชีวิตว่างเปล่า ล่องลอย ไร้ความหมาย
ไม่เหมือนกับการ ไร้จุดหมายนะ เพราะเราเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีจุดหมายตลอดก็ได้
แต่การเป็นคนไร้ค่า ไร้ความหมาย…มันเจ็บปวด
มันทำให้ไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงนี้ไปทำไม
เมื่อไม่มีใครต้องการอะไรจากเรา
และเมื่อเราไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือจากใครได้
หรือนี่คือบทเรียนของวาระนี้
ความเปล่าเปลี่ยว เดียวดาย
คือชีวิตที่เป็นจริง มากกว่าการยึดอยู่กับคุณค่าที่รอให้คนอื่นหยิบยื่นให้
การเดินทางนี้ช่างแสนเศร้า
Filed under: Uncategorized on August 15th, 2008 | 5 Comments »
เรียบเรียงจาก เท็ด ทอล์ค ปี 2007
เดเนียล โกล์ดแมน, นักจิตวิทยา และผู้เขียนหนังสือ Emotional Intelligence
.
ในงานวิจัยที่วิทยาลัยศาสนศาสตร์พรินส์ตันมีการศึกษาคำถามที่ว่า
?ทำไมเมื่อเรามีโอกาสที่จะช่วยเหลือผู้อื่น บางครั้งเราช่วยแต่บางครั้งเราไม่ช่วย?
นักศึกษาธรรมกลุ่มหนึ่งได้รับการบอกกล่าวให้ฝึกเทศน์ในหัวข้อที่กำหนดให้
นักศึกษาครึ่งหนึ่งได้รับหัวข้อเกี่ยวกับนิทานเรื่องสมาริตัน ? ผู้ช่วยเหลือผู้ยากไร้ข้างถนนและผู้ต้องการความช่วยเหลือ
และนักศึกษาอีกครึ่งหนึ่งได้รับหัวข้ออื่นๆทั่วไป
พวกเขาถูกบอกให้เดินข้ามฝั่งไปที่อีกตึกหนึ่งทีละคน เพื่อจะไปฝึกเทศนาในหัวข้อที่ได้รับ
ในขณะที่เดินข้ามตึกไปพวกเขาได้ผ่านชายผู้หนึ่งกำลังหดตัวและครางร้องอย่างเจ็บปวด ชัดเจนว่าต้องการความช่วยเหลือ
.
คำถามคือ
พวกเขาจะหยุดช่วยไหม?
.
และคำถามที่น่าสนใจกว่าคือ การที่เขากำลังนึกถึงนิทานของสมาริตันจะมีผลไหม?
คำตอบคือ
.
ไม่เลย
.
ปัจจัยที่ทำให้พวกเขาจะหยุดช่วยชายผู้นั้นหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขารีบแค่ไหน และหมกมุ่นกับสิ่งที่กำลังท่องอยู่แค่ไหน
ระหว่างนักศึกษาที่ได้รับการบอกว่าเขาสายแล้วให้รีบไป
กับนักศึกษาที่มีเวลาเดินไปเรื่อยๆสบายๆกลุ่มหลังจะช่วยมากกว่า
และระหว่างถูกกดดันให้ท่องให้ได้กับกลุ่มที่ไม่ได้รับการกดดันกลุ่มหลังก็จะช่วยมากกว่าเช่นกัน
เราไม่ช่วยเหลือผู้อื่นในทุกโอกาสที่เราทำได้ เพราะเรากำลังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องอื่น
.
มีวิทยาศาสตร์ทางสมองสาขาใหม่คือ Social neuroscience ที่ศึกษาวงจรในสมองคนสองคนที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กัน
ผลที่ได้คือ ความสัมพันธ์พื้นฐาน (Default wiring) ของเราคือการช่วยเหลือ!
ในขณะที่เรากำลังให้ความสนใจกับอีกคนหนึ่งเราจะรู้สึกร่วมไปกับเขาโดยอัตโนมัติ
มีการค้นพบประสาท (Neurons) ใหม่ในสมองเราที่ทำหน้าที่เหมือนระบบ Neuro-wifi ที่กระตุ้นสมองของเราในจุดเดียวกันกับอีกคนหนึ่งที่เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์ด้วย
เราจึงมีความรู้สึกร่วมโดยอัตโนมัติ และเมื่อคนหนึ่งกำลังเจ็บปวดหรือต้องการความช่วยเหลือ เราจึงพร้อมจะช่วยโดยอัตโนมัติเช่นกัน
.
แล้วทำไมเราถึงไม่ช่วยล่ะ?
คำตอบง่ายๆก็คือเมื่อเรากำลังสนใจอยู่แต่กับตัวเอง เราไม่ได้สนใจผู้อื่นอย่างเต็มที่ และปิดรับสัญญาณตรงนี้ไป
มีการสัมภาษณ์ฆาตรต่อเนื่องในเมืองซานตา ครูซ ที่ฆ่าคนมามากมายรวมทั้งผู้คนใกล้ชิดและคนในครอบครัว
ปรากฏว่าชายผู้นี้มีไอคิวถึง 160 เข้าขั้นอัจฉริยะเลยทีเดียว
แต่เห็นได้ว่าไอคิวไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเลย มันอยู่ในความควบคุมของสมองคนละส่วนกัน
เขาถูกถามว่า ?ไม่รู้สึกถึงคนที่เขาฆ่าเลยหรือ??
เขาตอบว่า ?ไม่เลย ผมต้องปิดความรู้สึกส่วนนั้นไป ไม่เช่นนั้นผมก็จะทำไม่ได้?
บางครั้งเราก็ปิดการรับรู้ส่วนนั้นเช่นกัน เมื่อเราสนใจแต่ตัวเอง
.
การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการซื้อของ ทุกวันนี้เรามีทางเลือกมากมายในการเลือกซื้อ
มีความพยายามที่จะผลักดันแนวคิดเรื่องการซื้อของอย่างใส่ใจ (compassionate shopping)
คือการใส่ใจถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เราซื้อ
เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำให้เราหาข้อมูลได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วว่าสินค้าแต่ละชิ้นทำมาจากที่ไหน ใช้วัตถุดิบอะไร และมีผลอะไรต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมบ้าง
มีหนังสือและการรณรงค์มากมายเพื่อให้ความรู้เรื่องนี้
แต่มันจะมีประโยชน์จริงหรือ?
วันหนึ่งในสถานีรถไฟใต้ดิน มีชายคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ผู้คนนับร้อยเดินข้ามเขาไปมา ไม่ใครใส่ใจ
แต่เมื่อผมหยุดและนั่งลงดูเขา ในทันทีคนนับสิบก็หยุดดูด้วย และหลายคนก็ช่วยเหลือชายคนนี้
สิ่งที่จำเป็นมีแค่เพียงความสนใจ
ดังนั้นผมจึงยังมีความหวัง
???..
คนเรามีธรรมชาติของความเห็นอกเห็นใจกัน [...]
Filed under: Uncategorized on August 5th, 2008 | No Comments »
คำถามพื้นฐานที่คนมักจะถามกัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทั่วไป การสัมภาษณ์งาน หรือการสมัครเรียนสถาบันไหนซักแห่ง ก็คือ ?คุณมีเป้าหมาย หรือความฝันอะไรในชีวิต??
เป็นที่ยอมรับกันว่าคนมีฝันน่าชื่นชม คนมีเป้าหมายน่านับถือกว่าคนที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ
เราควรทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง พลังกาย พลังใจเพื่อไปให้ถึงฝัน และสุดท้ายคนที่ยังหาไม่เจอ ก็ต้องพยายามหาให้เจอ
เป้าหมายชีวิตเป็นสมบัติล้ำค่าที่ทุกคนควรมี ยึดถือ พิทักษ์รักษา และอุทิศตนเพื่อพิชิตมันมาให้ได้
เราตั้งคำถามว่าเป้าหมายของชีวิตเราคืออะไร
แล้วเคยมั้ยนะ ที่เราจะตั้งคำถามว่าทำไมต้องถาม?
แล้วถ้าตอบไม่ได้ หรือไปไม่ถึงล่ะ จะทำให้ชีวิตเราหมดค่าไปเลย … หรือ?
ผู้เขียนโชคดีที่ได้ทำงานกับคนรุ่นใหม่มากหน้าหลายตาที่มีความฝันอยากสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคม พวกเขามีพลังล้นเหลือ กับความทุ่มเทที่ไร้ขีดจำกัดที่จะ ?ทำให้ได้? และฝันของพวกเขาก็ไม่ได้เพียงเติมแรงให้กับตัวเขาในการสร้างสิ่งดีๆ ให้สังคม มันยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ มีกำลังใจ และอุ่นใจมากขึ้นว่ายังมีคนที่ฝันอยากทำให้สังคมเราดีขึ้น จะเรียกว่าเป็นคนทำงานขายฝันก็ได้ และก็เป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังเดินทางตามความฝันของตัวเองไปด้วย
ในภารกิจพิชิตฝันนี้ ผู้เขียนได้เรียนรู้ว่าเชื้อเพลิงที่ผลักให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเหลือเชื่อนี้ ในขณะเดียวกันก็สามารถเผาไหม้ตัวเราไปด้วยได้แรงพอๆ กัน เมื่อเราไปยึดว่าฝันนี้คือ ?ของเรา? เป็นตัวแทนของ ?ตัวเรา? เราก็จะปกป้องมันเต็มที่ ใครจะมากล่าวหาว่ามันไม่ดี หรือไม่มีค่า ก็เท่ากับว่าเราไม่ดี ไม่มีค่า คำวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่ข้อเสนอแนะด้วยความหวังดี ก็กลายเป็นสิ่งคุกคามที่ทำให้ฝันนั้น และตัวเราด้อยค่าลง ความกลัวทำให้เราไม่กล้าเปิดใจฟัง ไม่ได้ยินและอดเรียนรู้จากเสียงสะท้อนที่มีค่า อีกทั้งเมื่อการเดินทางไม่เป็นไปดังหวังก็รู้สึกเสียใจจนหมดแรง
ผู้เขียนเคยได้รับฟังการปรับทุกข์ของน้องชาย ที่เขาคงเหมือนคนวัยหนุ่มสาวหลายๆ คนซึ่งสับสนว่าชีวิตจะเดินไปทางไหนดี รู้สึกหดหู่แกมไร้ค่าเพราะยังหาเป้าหมายชีวิตไม่เจอ [...]
Filed under: Uncategorized on June 22nd, 2008 | 1 Comment »
In this world of endless sorrow
No where to run
No where to hide
Only to be
Filed under: Uncategorized on May 28th, 2008 | No Comments »
การที่คนเราออกมาทำอะไรเยอะๆนี่ดีจริงๆหรือ
ถึงการก่อการนั้น
จะอยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจดี อย่างบริสุทธิ์ใจ
แต่ถ้ามันนำมาซึ่งความลำบากทั้งกายและใจให้คนอื่น และตัวเอง
มันดีจริงหรือ
ความตั้งใจดี
นำไปสู่การกระทำที่ดีแน่หรือ
แล้วการทำการที่สร้างความเศร้าขนาดนี้
ควรค่าแล้วหรือ
หรือว่า
การอยู่เฉยๆ
จะเป็นทางที่ดีกว่าสำหรับทุกๆคน
Filed under: Uncategorized on May 28th, 2008 | No Comments »
4 วันที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ได้รู้จักร่างกายตัวเองดีเป็นพิเศษ
เป็นอีกช่วงที่ได้ทดลองลดอาหาร
เคยทำมาแล้วบ้าง
ครั้งแรก เป็นไปเพื่อการรอคอยการตื่นรู้ กับกิจกรรม Eco-Quest หรือนิเวศน์ภาวนา
อดอาหาร ไม่ทานอะไรเลยนอกจากน้ำเป็นเวลา 2 วัน 2 คืน
เป็นเพราะความตั้งใจของตัวเอง และการเอาใจช่วยของคนมากมาย
ประหลาดใจตัวเองที่ทำได้ไม่ยาก
ครั้งที่สอง เป็นผลพลอยได้จากการเข้าคอร์สวิปัสสนา 10 วัน
เนื่องจากต้องนั่งตลอด กินเท่าปกติแล้วอึดอัด…จึงต้องลดอาหารเอง
ไม่ยากเช่นกัน
ได้รู้ว่าร่างกายเราต้องการอาหารน้อยกว่าที่เราเคยกินเยอะ
ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจจะลดอาหาร เพื่อลดน้ำหนัก (จริงๆก็คิดมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่เพิ่งทำได้ครั้งแรก)
เป็นกระบวนการที่ตื่นเต้นดี
ได้เห็นว่าร่างกายและจิตใจตัวเองมีปฏิกิริยายังไงเมื่อได้รับอาหารลดลง
ภูมิใจที่ทำได้ตามตั้งใจกับคอร์สสุดโหดที่คำนวนมาอย่างพอดีนี้ (ถึงจะแอบกินบ้างก็กินผักนะ)
และ….
อาหารทุกอย่างอร่อยขึ้นมากกกกกกก
ไม่เคยปลาบปลื้มกับโยเกิร์ต หรือผักสดขนาดนี้
ความขาด ทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราได้รับมากขึ้นมากมายจริงๆ
นึกถึงหลักเศรษฐศาสตร์ที่เคยเรียนมา
Diminishing Marginal Utility
ภาษาไทยคือ การลดลงของอัตถประโยชน์ส่วนเกิน
(แปลแล้วยากขึ้นเนอะ)
Utility แปลง่ายๆว่าความพอใจ
Marginal Utility ก็คือส่วนต่างของความพอใจในหน่วยต่อไป (งงอะดิ..เอาน่าอ่านต่อไปก่อน)
Diminishing Marginal Utility คือกฏที่ว่าส่วนต่างของความพอใจในหน่วยต่อไปจะลดลง
(งงมากขึ้นมะ)
เช่น ดื่มโค้กแก้วแรกจะรู้สึกดีกว่าแก้วที่สอง
สมมุติความพอใจในการดื่มโค้กแก้วแรก = 10 แก้วต่อไปความพอใจจะน้อยกว่า 10 เสมอ
เมื่อเรากินเยอะขึ้น ความพอใจที่ได้ในแต่ละหน่วยจะลดลง (ถึงรวมแล้วจะมากขึ้น)
เงิน 10 บาท ถ้าเอาไปให้ขอทานที่มีเงินทั้งตัว 100 บาทก็จะมีค่ามหาศาล
มากกว่าถ้าเอาไปให้คนรวยแล้ว
ดังนั้น
การจะเพิ่มความพอใจรวมของคนทั้งสังคม
ก็คือ การเอาสิ่งที่คนมีมากแล้วไปให้คนที่มีน้อยกว่านั้นเอง
และเมื่อเรามีน้อยลง (เหมือนตอนลดอาหาร)
สิ่งที่เราได้รับก็จะมีค่ามากขึ้นสำหรับตัวเราเองด้วย (อาหารอร่อยขึ้น)
คิดดูดีๆ
การกระจายรายได้ ก็น่าจะ? win-win เนอะ
ว่ามั้ย?
Filed under: Uncategorized on April 25th, 2008 | 2 Comments »