How to Fix Capitalism : ทางออกของทุนนิยม

วันนี้จริงจังหน่อย
มาจาก
http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000098465
เรื่อง-Bill Gates
แปลและเรียบเรียงจากนิตยสาร Time - กฤตยา ศรีสรรพกิจ
ผู้จัดการ - ปริทรรศน์ วันที่ 20 สิงหาคม 2551
คนทั้งโลกต่างรู้ดีว่า บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ เป็นมหาเศรษฐีอีกคนหนึ่งที่บริจาคเงินเข้าองค์กรสาธารณะประโยชน์จำนวนมากใน แต่ละปี และเขาก็พยายามผลักดันเรียกร้องให้คนที่มีโอกาสที่ดีกว่าหันมาสนใจคนที่เข้า ถึงโอกาสได้น้อยกว่าซึ่งมีอยู่ทั่วโลก
ไม่ ว่าบางคนจะยอมรับ ?ระบบทุนนิยม? ได้หรือไม่ก็ตาม แต่ความเป็นจริงทุกวันนี้ก็คือ ทุนนิยมกลายเป็นระบบเศรษฐกิจหลักที่ขับเคลื่อนโลกทั้งโลก แม้ว่าบ่อยครั้งที่เราเห็นความโหดร้ายของมัน แต่เราคงต้องยอมรับว่าทุนนิยมเองก็ทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นกว่าอดีต มาก
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่บิลล์ เกตส์ ออกมาแสดงความคิดเห็นของตนผ่านนิตยสารระดับโลกอย่าง TIME บทความของเขาอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราก็ยังไปไม่ถึง ไปไม่ถึงจุดที่ทุนนิยมสามารถดูแลผู้คนและมีหน้าตาเป็นมนุษย์มากกว่าที่อยู่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นที่ตัวระบบเองที่เราต้องหาวิธีดูแล แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังคิดกับมันไม่มากพอหรือเปล่า ดังที่บิลล์ เกตส์พยายามชี้ให้เห็นในบทความของเขา
มีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าบิลล์ เกตส์จริงใจแค่ไหนหรือต้องการเพียงชื่อเสียงจากภาพลักษณ์เศรษฐีใจบุญ แต่ไม่ว่าความเป็นจริงจะเป็นเช่นไร ใครจะทำอะไรด้วยแรงจูงใจแบบไหน แต่ถ้ามันสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสที่เลี้ยงชีวิตด้วยเงินเพียง 1 เหรียญต่อวัน นั่นก็น่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลยใช่หรือไม่
สังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนที่หลากหลาย มาช่วยกันพัฒนาสังคมในรูปแบบของตัวเอง ไม่ผูกขาดการทำความดี แม้จะมีความเชื่อที่ต่างกัน แต่ก็ยังสามารถร่วมทางกัน เพื่อช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้น นั่นจะเป็นการดีกว่าหรือไม่
เพราะแท้จริงแล้ว เราทุกคนต่างก็มีพื้นฐานของความเป็นคน…ที่ต้องการความสุขไม่ต่างกัน
?????..

*How [...]

เหงา

มีคนกล่าวไว้ว่า
“เราต่างเกิดมา คงอยู่ และจากไป อย่างเดียวดาย”
เป็นสิ่งที่เรารู้ดี
แต่โดยความเคยชินของเรา ก็เอาทุกข์ สุข ความต้องการ ความหวัง ความฝัน ของเราไปผูกไว้กับคนอื่นเสมอมา
เคยเจ็บกับมันมามาก
จนวันหนึ่งก็ตัดสินใจว่า จะยอมรับความเป็นแบบนี้ของเรา
วันนี้…
รู้สึกชีวิตว่างเปล่า ล่องลอย ไร้ความหมาย
ไม่เหมือนกับการ ไร้จุดหมายนะ เพราะเราเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีจุดหมายตลอดก็ได้
แต่การเป็นคนไร้ค่า ไร้ความหมาย…มันเจ็บปวด
มันทำให้ไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงนี้ไปทำไม
เมื่อไม่มีใครต้องการอะไรจากเรา
และเมื่อเราไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือจากใครได้
หรือนี่คือบทเรียนของวาระนี้
ความเปล่าเปลี่ยว เดียวดาย
คือชีวิตที่เป็นจริง มากกว่าการยึดอยู่กับคุณค่าที่รอให้คนอื่นหยิบยื่นให้
การเดินทางนี้ช่างแสนเศร้า

ความใส่ใจกัน

เรียบเรียงจาก เท็ด ทอล์ค ปี 2007
เดเนียล โกล์ดแมน, นักจิตวิทยา และผู้เขียนหนังสือ Emotional Intelligence
.
ในงานวิจัยที่วิทยาลัยศาสนศาสตร์พรินส์ตันมีการศึกษาคำถามที่ว่า
?ทำไมเมื่อเรามีโอกาสที่จะช่วยเหลือผู้อื่น บางครั้งเราช่วยแต่บางครั้งเราไม่ช่วย?
นักศึกษาธรรมกลุ่มหนึ่งได้รับการบอกกล่าวให้ฝึกเทศน์ในหัวข้อที่กำหนดให้
นักศึกษาครึ่งหนึ่งได้รับหัวข้อเกี่ยวกับนิทานเรื่องสมาริตัน ? ผู้ช่วยเหลือผู้ยากไร้ข้างถนนและผู้ต้องการความช่วยเหลือ
และนักศึกษาอีกครึ่งหนึ่งได้รับหัวข้ออื่นๆทั่วไป
พวกเขาถูกบอกให้เดินข้ามฝั่งไปที่อีกตึกหนึ่งทีละคน เพื่อจะไปฝึกเทศนาในหัวข้อที่ได้รับ
ในขณะที่เดินข้ามตึกไปพวกเขาได้ผ่านชายผู้หนึ่งกำลังหดตัวและครางร้องอย่างเจ็บปวด ชัดเจนว่าต้องการความช่วยเหลือ
.
คำถามคือ
พวกเขาจะหยุดช่วยไหม?
.
และคำถามที่น่าสนใจกว่าคือ การที่เขากำลังนึกถึงนิทานของสมาริตันจะมีผลไหม?
คำตอบคือ
.
ไม่เลย
.
ปัจจัยที่ทำให้พวกเขาจะหยุดช่วยชายผู้นั้นหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขารีบแค่ไหน และหมกมุ่นกับสิ่งที่กำลังท่องอยู่แค่ไหน
ระหว่างนักศึกษาที่ได้รับการบอกว่าเขาสายแล้วให้รีบไป
กับนักศึกษาที่มีเวลาเดินไปเรื่อยๆสบายๆกลุ่มหลังจะช่วยมากกว่า
และระหว่างถูกกดดันให้ท่องให้ได้กับกลุ่มที่ไม่ได้รับการกดดันกลุ่มหลังก็จะช่วยมากกว่าเช่นกัน
เราไม่ช่วยเหลือผู้อื่นในทุกโอกาสที่เราทำได้ เพราะเรากำลังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องอื่น
.
มีวิทยาศาสตร์ทางสมองสาขาใหม่คือ Social neuroscience ที่ศึกษาวงจรในสมองคนสองคนที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กัน
ผลที่ได้คือ ความสัมพันธ์พื้นฐาน (Default wiring) ของเราคือการช่วยเหลือ!
ในขณะที่เรากำลังให้ความสนใจกับอีกคนหนึ่งเราจะรู้สึกร่วมไปกับเขาโดยอัตโนมัติ
มีการค้นพบประสาท (Neurons) ใหม่ในสมองเราที่ทำหน้าที่เหมือนระบบ Neuro-wifi ที่กระตุ้นสมองของเราในจุดเดียวกันกับอีกคนหนึ่งที่เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์ด้วย
เราจึงมีความรู้สึกร่วมโดยอัตโนมัติ และเมื่อคนหนึ่งกำลังเจ็บปวดหรือต้องการความช่วยเหลือ เราจึงพร้อมจะช่วยโดยอัตโนมัติเช่นกัน
.
แล้วทำไมเราถึงไม่ช่วยล่ะ?
คำตอบง่ายๆก็คือเมื่อเรากำลังสนใจอยู่แต่กับตัวเอง เราไม่ได้สนใจผู้อื่นอย่างเต็มที่ และปิดรับสัญญาณตรงนี้ไป
มีการสัมภาษณ์ฆาตรต่อเนื่องในเมืองซานตา ครูซ ที่ฆ่าคนมามากมายรวมทั้งผู้คนใกล้ชิดและคนในครอบครัว
ปรากฏว่าชายผู้นี้มีไอคิวถึง 160 เข้าขั้นอัจฉริยะเลยทีเดียว
แต่เห็นได้ว่าไอคิวไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเลย มันอยู่ในความควบคุมของสมองคนละส่วนกัน
เขาถูกถามว่า ?ไม่รู้สึกถึงคนที่เขาฆ่าเลยหรือ??
เขาตอบว่า ?ไม่เลย ผมต้องปิดความรู้สึกส่วนนั้นไป ไม่เช่นนั้นผมก็จะทำไม่ได้?
บางครั้งเราก็ปิดการรับรู้ส่วนนั้นเช่นกัน เมื่อเราสนใจแต่ตัวเอง
.
การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการซื้อของ ทุกวันนี้เรามีทางเลือกมากมายในการเลือกซื้อ
มีความพยายามที่จะผลักดันแนวคิดเรื่องการซื้อของอย่างใส่ใจ (compassionate shopping)
คือการใส่ใจถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เราซื้อ
เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำให้เราหาข้อมูลได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วว่าสินค้าแต่ละชิ้นทำมาจากที่ไหน ใช้วัตถุดิบอะไร และมีผลอะไรต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมบ้าง
มีหนังสือและการรณรงค์มากมายเพื่อให้ความรู้เรื่องนี้
แต่มันจะมีประโยชน์จริงหรือ?
วันหนึ่งในสถานีรถไฟใต้ดิน มีชายคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ผู้คนนับร้อยเดินข้ามเขาไปมา ไม่ใครใส่ใจ
แต่เมื่อผมหยุดและนั่งลงดูเขา ในทันทีคนนับสิบก็หยุดดูด้วย และหลายคนก็ช่วยเหลือชายคนนี้
สิ่งที่จำเป็นมีแค่เพียงความสนใจ
ดังนั้นผมจึงยังมีความหวัง
???..
คนเรามีธรรมชาติของความเห็นอกเห็นใจกัน [...]