ลดเพื่อเพิ่ม

4 วันที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ได้รู้จักร่างกายตัวเองดีเป็นพิเศษ
เป็นอีกช่วงที่ได้ทดลองลดอาหาร
เคยทำมาแล้วบ้าง
ครั้งแรก เป็นไปเพื่อการรอคอยการตื่นรู้ กับกิจกรรม Eco-Quest หรือนิเวศน์ภาวนา
อดอาหาร ไม่ทานอะไรเลยนอกจากน้ำเป็นเวลา 2 วัน 2 คืน
เป็นเพราะความตั้งใจของตัวเอง และการเอาใจช่วยของคนมากมาย
ประหลาดใจตัวเองที่ทำได้ไม่ยาก
ครั้งที่สอง เป็นผลพลอยได้จากการเข้าคอร์สวิปัสสนา 10 วัน
เนื่องจากต้องนั่งตลอด กินเท่าปกติแล้วอึดอัด…จึงต้องลดอาหารเอง
ไม่ยากเช่นกัน
ได้รู้ว่าร่างกายเราต้องการอาหารน้อยกว่าที่เราเคยกินเยอะ
ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจจะลดอาหาร เพื่อลดน้ำหนัก (จริงๆก็คิดมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่เพิ่งทำได้ครั้งแรก)
เป็นกระบวนการที่ตื่นเต้นดี
ได้เห็นว่าร่างกายและจิตใจตัวเองมีปฏิกิริยายังไงเมื่อได้รับอาหารลดลง
ภูมิใจที่ทำได้ตามตั้งใจกับคอร์สสุดโหดที่คำนวนมาอย่างพอดีนี้ (ถึงจะแอบกินบ้างก็กินผักนะ)
และ….
อาหารทุกอย่างอร่อยขึ้นมากกกกกกก
ไม่เคยปลาบปลื้มกับโยเกิร์ต หรือผักสดขนาดนี้
ความขาด ทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราได้รับมากขึ้นมากมายจริงๆ
นึกถึงหลักเศรษฐศาสตร์ที่เคยเรียนมา
Diminishing Marginal Utility
ภาษาไทยคือ การลดลงของอัตถประโยชน์ส่วนเกิน
(แปลแล้วยากขึ้นเนอะ)
Utility แปลง่ายๆว่าความพอใจ
Marginal Utility ก็คือส่วนต่างของความพอใจในหน่วยต่อไป (งงอะดิ..เอาน่าอ่านต่อไปก่อน)
Diminishing Marginal Utility คือกฏที่ว่าส่วนต่างของความพอใจในหน่วยต่อไปจะลดลง
(งงมากขึ้นมะ)
เช่น ดื่มโค้กแก้วแรกจะรู้สึกดีกว่าแก้วที่สอง
สมมุติความพอใจในการดื่มโค้กแก้วแรก = 10 แก้วต่อไปความพอใจจะน้อยกว่า 10 เสมอ
เมื่อเรากินเยอะขึ้น ความพอใจที่ได้ในแต่ละหน่วยจะลดลง (ถึงรวมแล้วจะมากขึ้น)
เงิน 10 บาท ถ้าเอาไปให้ขอทานที่มีเงินทั้งตัว 100 บาทก็จะมีค่ามหาศาล
มากกว่าถ้าเอาไปให้คนรวยแล้ว
ดังนั้น
การจะเพิ่มความพอใจรวมของคนทั้งสังคม
ก็คือ การเอาสิ่งที่คนมีมากแล้วไปให้คนที่มีน้อยกว่านั้นเอง
และเมื่อเรามีน้อยลง (เหมือนตอนลดอาหาร)
สิ่งที่เราได้รับก็จะมีค่ามากขึ้นสำหรับตัวเราเองด้วย (อาหารอร่อยขึ้น)
คิดดูดีๆ
การกระจายรายได้ ก็น่าจะ? win-win เนอะ
ว่ามั้ย?