หรือว่านี่จะเป็นความฝันของตัวเองนะ ??

เมื่อเช้าขับรถอยู่…

จู่ ๆ ก็นึกอะไรได้เต็มไปหมด…

ช่วงปิ๊งแว๊บ..

.

.

วันนี้รู้สึกอยากมีร้านเหล้าเป็นของตัวเองและเพื่อนพ้อง…

อยากมีที่ที่เป็นศูนย์รวมชาวแก๊งค์

(ยิ่งล่าสุดรู้มาว่า พี่ชายตรูเป็นก๊วนกินเหล้ากับเพื่อนตรูไปแล้ว 555)

อยากดูแลเพื่อน แม่ และคุยกับพี่อย่างเมามันส์ได้บ้าง…

วันนี้เลยอยากมีพื้นที่ร้านเหล้าเป็นของตัวเอง…

นึก ๆ แล้วสนุกจัง…

แต่คิดไว้ว่า…

อยากไปซํกประเทศนึงก่อน…

ก่อนที่จะกลับมามีร้านเป็นของตัวเอง…

อย่างน้อย…อาจจะได้่บ่มเพาะบางอย่างในตัว…

แต่ไม่รู้หรอกว่าคืออะไร…

รู้แต่ว่า…อยากไป..เพื่อเพาะบางสิ่ง…ให้ชัดเจนขึ้น…

แล้วหวังว่าจะกลับมามีชีวิตที่ชัดเจนอีกครั้ง…

อืม…

ส่วน YIY…

วันนี้รู้สึกว่า…สิ่งนี้มันแกะออกจากตัวและหัวใจไม่ออกล่ะ…

ไม่ว่า..บางวัน…จะเบื่อ…จะเซ็ง กับมันแค่ไหนก็ตาม…

“เหมือนจะไม่สำคัญ…แต่ขาดไม่ได้แฮะ”

= ขนาดน้าน..น..น..น =

YIY - Home Office

แค่เริ่มต้น…
คำว่า “Home Office” ก็เยอะกว่า คำว่า “Office” แล้วล่ะ
นอกจากนั้น ความหมายและความสัมพันธ์ มันยังเยอะกว่าด้วย
YIY ก็เป็นสถานที่หนึ่งที่เป็น Home Office
ดังนั้น มันเลยมีความสัมพันธ์เกิดขึ้นมากมาย ?มากกว่า “แค่คนที่มาทำงานร่วมกัน”
.
.
ในที่นี้ จะมีเจ้าพี่ชายคนโต และน้องสาวคนเล็กที่สิงสถิตย์อยู่ประจำ…
ตามประสา…
แกมักงอนกันโดยไม่ค่อยจะเข้าใจ…

- วันนี้เจ้าน้องสาวคนเล็กงอนพี่ชายคนโต โดยที่เจ้าพี่ชายคนโตยังไม่รู้ตัว…
และมักจะมีเสียงโอดครวญว่า “ผมทำอะไรเหรอ ??”
(และหายงอนเพียงแค่ถามว่า “เอาน้ำบ๊วยมั้ย ??” เจ้าตัวเล็กจะวิ่งมาตี ๆ และเล่นด้วย 555
หายงอนละ รักกัน รักกัน 555
note : น้ำบ๊วยเป็นของโปรดเจ้าน้องสาวคนเล็กน่ะ)

- วันนั้นเจ้าพี่ชายคนโตเรื่องเยอะ ไม่อยากคุยกับใคร นอกจากปลาทะเลและลานต้นไม้ของตัวเอง…
เจ้าน้องสาวคนเล็กก็จะอ่อย…หงอย…ตัวเป็นสีเทาหม่นไปด้วย..ทั้งวัน…
หนำซ้ำ…บางวัน…มันหงอยแซงพี่ชายมันไปด้วย…55

ขำ ๆ
กับความสัมพันธ์ของสองคนนี้….
เมื่อคืนเจ้าน้องสาวตัวเล็ก แกมากระเง้ากระงอด…
“พี่เป๊ะ พี่เป๊ะ เอาmessage เค้าให้เจ้าพี่ชายคนโตอ่านเหรอ ??”
งง…งง..
“อะไรเหรอ ? เค้าไม่เคยนะ”
“แล้วทำไมพี่เค้ารู้อ่ะ เรื่องที่วันนั้นหนูส่ง message ให้พี่”
“อ๋อ…พี่เล่าให้ฟังเองล่ะ”
เจ้าตัวเล็กทำหน้างอน…
เจ้าตัวโตอยู่แถวนั้น ดันได้ยิน..ฮะแฮ่ม มาแต่ไกล…
555

ขำๆ ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไร…
“ก็เวลาแก 2 คนรักกันน่ะ บ้านนี้มันร่าเริงจะตาย
แล้วแกทั้งคู่น่ะ ก็รักกัน ห่วงกัน แต่ไม่ยอมคุยกันน่ะ…
แล้วจะเข้าใจกันยังไงล่ะ 555
ชั้นก็พูดแค่เท่าที่แกสองคนควรจะรู้ เพื่อจะได้เข้าใจ…กันก็เท่านั้น..
อะไรที่ควรเก็บไว้ระหว่างเรา ?พี่ก็ยังเก็บไว้ล่ะน่ะ
ในทางกลับกัน…เจ้าพี่ชายก็เหมือนกัน…
พี่ก็พูดเท่าที่ควรจะพูด เพื่อให้หนูได้เข้าใจเจ้าพี่ชายเราเหมือนกัน…เท่านั้น”

จริง ๆ ก็แอบขำ ๆ กับความสัมพันธ์ของเจ้าพี่น้องสองคนนี้นะ…555
.
.

ครั้งนึงเราเคยคิดว่า เราไม่ควรเล่าในสิ่งที่เพื่อนเราให้ฟัง…
เหตุผลเพราะ เค้าไว้ใจเรา เค้าเลยเล่าให้เราฟัง…
ดังนั้น…ควรเก็บมันเป็นความลับไว้…
ซึ่งมันยังคงเป็นความจริงที่เรายึดถือไว้

แต่สำหรับครั้งนี้….กับสถานการณ์นี้…
กับเรื่องราวเพียงบางส่วน…ที่จะทำให้เค้าสองคนเข้าใจกัน…
สำหรับเรา “ถือว่าคุ้มล่ะ”

พลางนึกไปถึงวันนึงที่ เจ้าพี่ชายคนโต มาพูดกับเราว่า
“ผมจะได้รู้งัย ว่าผมทำอะไรผิด หรือทำอะไรที่เจ้าตัวเล็กไม่ชอบ”

ป.ล. ขออนุญาตพาดพิงถึงบุคคลผู้เกี่ยวข้องนะค้าบ

เหตุผลของการ “เซ้าซี้”

คำแรกที่ผุดขึ้นมาเป็นคำแรกของวันนี้ คือ “เซ้าซี้”
คงเพราะฝังอยู่ในสมองส่วนลึกมาเป็นเวลานาน และ…
คนรอบ ๆ ตัว มักบอกอยู่เสมอว่า “ไม่ชอบการเซ้าซี้”
.
.
แล้วไงล่ะ….
เคยคิดมั้ยล่ะว่า…ทำไมต้องเซ้าซี้ ??
1. เวลาที่คนเรามีคำถาม หมายถึงเราต้องการคำตอบ, อยากรู้, สงสัย ใช่ป่ะล่ะ….
และถ้ามันไม่เคยได้คำตอบ? แล้วมันจะหายสงสัยมั้ย ??
พอไม่…ถามอีกก็กลายเป็นว่า “เซ้าซี้”
2. คำตอบที่ได้?มีแต่คำว่า “ไม่รู้” แล้วจะให้เข้าใจยังไงล่ะ
(บ่อยครั้งนะ ที่เรื่องบางเรื่องก็ไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ต้องการเหตุผลก็เข้าใจได้?
แต่ก็บ่อยครั้งอีกเหมือนกัน ที่เรื่องบางเรื่องต้องการเหตุผประกอบ
เพื่อที่จะทำให้เข้าใจความรู้สึก ความนึกคิดของกันและกันมากขึ้น
เพราะถ้าไม่อย่างนั้น เราจะเข้าใจกันได้ยังไง)
3. เมื่อไม่ได้คำตอบจากคำถามเดิม…
เลยอยากจะเลี่ยงไปคำถามแบบ by pass เพื่อที่จะได้เข้าใจมากขึ้น
ถามไป-ถามมา … กลับมาที่เดิม 555
ก็เลย “เซ้าซี้”
4. บางครั้ง เมื่อ “เซ้าซี้ ” ไปเรื่อย ๆ อาจจะทำให้เราเข้าใจตัวเราเองโดยปริยาย
เลยรู้สึกว่า ถ้าตอนนี้ยังไม่มีคำตอบให้คนอื่นล่ะก็
การมีคำตอบให้ตัวเองก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี..นี่นา
5. ก็แค่รู้สึกไม่แน่ใจว่า การตอบแบบนั้น เป็นคำตอบของคนตอบแล้วหรือยัง
ไม่ได้ตอบเพียงเพื่อเอาใจคนถาม…(อยากได้ความมั่นใจในคำตอบ ก็เท่านั้น)
6. ถ้าการเซ้าซี้ คือการย้ำถึงสิ่งที่เราเคยคุยกันไว้ล่ะก็…มันก็เพียงแค่การย้ำและเตือนเท่านั้นเอง
7. เซ้าซี้ แบบขำ ๆ อยากหัวเราะเอามันส์นี่ล่ะมั้ง….เหตุผลของการ “เซ้าซี้”
เท่าที่คิดออก….
เพราะ “เราก็เป็นคนนึงที่ชอบเซ้าซี้”
เพียงด้วยเหตุผล เพราะอยากจะเข้าใจใครซักคน…

?

“คนเราไม่เหมือนกัน”

“คนเราไม่เหมือนกัน”
แล้วไงเหรอ
ใช่…ก็คนเราไม่เหมือนกัน….
ประเด็นมันอยู่ที่ “เราจะอยู่ด้วยกันได้ยังไงมากกว่าล่ะมั้ง”
ยอมรับในความต่าง…หากมีเหตุผลพอที่จะทำให้เราต่างคนต่างเข้าใจกันได้…
แต่หากทั้งหมดมีแต่คำตอบว่า “ไม่รู้”
แล้วเราจะเข้าใจกันได้ยังไงเหรอ…
แล้วเราจะอยู่ด้วยกันยังไงเหรอ…

หรือเราควรจะ “ไม่รู้” ต่อไป…

จนถึงวันนึงที่มันจะได้ “รู้” ว่าสุดท้าย….แล้ว
เพียงแค่คนเราไม่เหมือนกัน….และแยกกันเดินในทางที่ไม่เหมือนกัน…

ก็เท่านั้น…

ลิ้มรส - ลิ้มลอง

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา…ได้มีโอกาสไปดูหนังสั้น เรื่อง..”I’m fine thank you, and you ?”

เป็นหนังสั้นเกี่ยวกับมูลนิธิ Wishing Well ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ดูแลเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

ด้วยความเชื่อที่ว่า จะทำให้เค้ามีความสุขที่สุดก่อนจะไปจากโลกนี้…

ไม่ว่าจะด้วยวิธี…พาไปสถานที่ที่เค้าอยากไป….ทำในสิ่งที่เค้าฝัน…พบคนที่เค้าฝันอยากจะเจอ…

และ…อีกมากมาย…หลายวิธี…

เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านั้นมีความสุข….

.

.

ในหนังเรื่องนี้…เล่าเืรื่องถึง ชีวิตเด็ก 5 คนกับอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งและ trip การไปเที่ยวทะเล

ผลจากโรคมะเร็ง…จากการทำคีโม…ทำให้แต่ละคนมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน

แต่ที่เหมือนกัน คือ ความอยากไปเที่ยวทะเล

งานนี้…เลยได้ไปเที่ยวทะเลกัน…โดยทุกคนรู้สภาพร่างกายตัวเองดีว่าเป็นยังไง…

.

ตอนนั่งดูหนังเรื่องนี้…ไม่ได้รู้สึกเศร้าอย่างใด…

กลับมีความสุข…

และรู้สึกลุ้นกับการลิ้มลองรสของความสุขที่น้อง ๆ พวกนี้กำลังจะได้รับ..

สิ่งที่แว่บขึ้นได้ในหัว…กลับการเป็นเืรื่องราวของ “ความรัก และ เพลงขาหมู”

::: รู้ว่า “รัก” แล้วต้องเจ็บปวด…แต่ก็ยอม…

เพื่อจะลิ้มลองความรู้สึกของความสุขที่ได้รัก ผูกพัน และการอยู่ร่วมกันกับเค้า :::

::: รู้ว่า “กินขาหมู” แล้วอ้วน…แต่ก็ยอม…

เพื่อจะลิ้มรสความรู้สึกของความสุขที่ได้จากการเคี้ยวเนื้อขาหมูแสนนุ่ม คากิแสนชุ่มลิ้น :::

::: รู้ว่า “กินทุเรียน” แล้วเสี่ยงต่อเบาหวานกำเริบ….แต่ก็ยอม…

เพื่อจะลิ้มรสความรู้สึกของความสุขที่ได้จากการละเมียดเนื้อทุเรียนอันหอมหวล :::

::: รู้ว่า “ไปทะเล” แล้วอันตรายต่อสุขภาพของตัวเอง…แต่ก็ยอม…

เพื่อจะลิ้มลองความรู้สึกของความสุขที่ได้จากน้ำทะเล ลมทะเล ความละเมียดของเม็ดทราย :::

.

.

จนพลางคิด….ไปถึงเรื่อง City of Angel

::: เทวดาที่ยอมตาย กลายเป็นคนธรรมดา เพียงที่จะได้รู้จักรัก และลิ้มรสความสุขของสัมผัสแห่งรักเพียงครั้งเดียว :::

.

.

ก็ยอม

“ชื่อ หรือ ตัวตน”

ช่วงนี้แปลกดี

หรือเพราะเราอยู่ใกล้ ๆ กันมากก็ไม่รู้….

มักจะคิดอะไรคล้าย ๆ หรือเป็นเรื่องใกล้ ๆ กันตลอดเวลา…ไม่ว่าจะเป็นพี่เดี่ยว พี่อุ๊ หรือ น้องแนน…

คิดเรื่องทฤษฎี ได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะบาปหนา ไม่ใช่ว่าทำบุญมาดี….เหมือนพี่เดี่ยว…

คุยกับพี่อุ๊เรื่องความรัก….แล้วก็จำได้ว่า…จริง ๆ แล้ว เคยคิดแบบนี้ครั้งนึงนี่นา…

“อย่าเสียใจที่เรื่องมันจบลง แต่จงดีใจที่เรื่องนี้ได้เกิดขึ้น”

และเรื่องล่าสุด…ที่ตัวเองคิดไว้และไม่ได้บอกใคร….จู่ ๆ ก็มีน้องแนนพูดถึง…ที่ต่างก็แค่..มันคนละขั้ว….

.

.

ครั้งนึง…เมื่อหลายปีก่อน…

เคยถูกคนรอบตัว…พยายามให้เปลี่ยนชื่อ…เพราะไปหาพระมา…และหลวงพ่อท่านทักว่า…

ถ้าใช้ชื่อนี้จะได้แต่งงานสองครั้ง…เลยมีหลายคนพยายามบอกให้เปลี่ยน

และช่วงนั้นเป็นช่วงฮิตของการเปลี่ยนชื่อ…ไม่ว่าจะเป็น แม่ เจ๊ปุ๊ก เจ๊กุล น้องทอย…บ้านแก๊ปทั้งบ้าน…

มีแต่เรา..ที่ไม่เปลี่ยน…

จำได้ว่า ตอนนั้นรู้สึกว่า รักชื่อนี้มาก

มันเป็นตัวเราและอยู่กับมันมาตั้ง 20 กว่าปี

แล้ว…เรา…ก็คือ…เรา…ถ้าเปลี่ยนจะรู้สึกว่า…ตัวเองจะหาย…จะตายไป…

ยังไงก็ไม่ยอม…รั้นหัวชนฝา…แล้วก็แก้เก้อกับทุกคนไปว่า

“ก็แต่งสองครั้งดีกว่าไม่ได้แต่งเลยซักครั้งนี่นา…เอิ๊ก…เอิ๊ก”

(ตอนนั้น ถึงขั้นหาชื่อใหม่แล้วด้วยนะเนี่ย ประมาณว่า ขัดใจใครไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมเปลี่ยน.. หาไปงั้น ๆ )

.

.

ล่าสุด ก็มีโอกาสได้ไปวัดนั้นอีกครั้ง เพื่อหาชื่อให้..”เด็กกระป๋อง” หลานสาวที่จะเกิดใหม่ของบ้าน

- ที่ชื่อเด็กกระป๋อง เพราะเด็กคนนี้ถูกกำหนดทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นช่วงตั้งท้อง..ที่พี่สาวเพียรหาข้อมูลว่าจะทำยังไงบ้างให้ตัวเองท้อง

ทำยังไงบ้างให้ได้เพศชาย (ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สมใจ…อิอิ)

ตลอดจนจะเกิดวันไหนดี ? กี่โมง ? กี่นาที ?

จนไปหาชื่อให้ก่อนที่จะคลอดด้วยซ้ำ…

ก็เลย…เรียกว่า “เด็กกระป๋อง” คล้าย ๆ อาหารกระป๋อง…

“อยากให้เกิดเมื่อไร…ก็เปิดท้องชั้นซิ…แบบนี้…” -

.

.

ก็เลยได้มีโอกาสกลับไปที่วัดนี้… พบหลวงพ่ออีกครั้ง…

และท่านจำได้ด้วย… “อีนี่ไง…ที่มาดูชื่อแล้ว…ไม่ยอมเปลี่ยน..ประมาณนี้”

แต่ท่านน่ารักมาก….ท่านไม่คะยั้นคะยอซักนิดนึง…print ดวงให้อ่าน…

และบอกว่า “ไปดูเอาแล้วกัน”

ถ้าอยากเปลี่ยนก็มา…

ก็มีตั้งเยอะแยะที่ชื่อไม่ดี แต่มีชีวิตดี

และชื่อเป็นแค่องค์ประกอบนึง…ที่เหลือ ก็ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำ…”

วันนั้น รู้สึกดีมาก..เหมือนท่านคงรู้…ว่า ดื้อ…

เอิ๊ก เอิ๊ก

แล้วก็ยังคงใช้ชื่อเดิม…ต่อไป…ต่อไป..ต่อไป

.

.

จนช่วงนี้….

แปลก….แปลกมาก….

จู่ ๆ ก็รู้สึกอยากเปลี่ยนชื่อเอามาก ๆ

ไม่ได้อยากเปลี่ยนเพราะ.. หวังจะให้มีชีวิตดีขึ้น…หรอกนะ

ก็เราไม่เคยเชื่อในเรื่องแบบนี้….

แต่คง….เพราะความรู้สึกเบื่อกับทุกสิ่ง…

เบื่อแม้กระทั่งตัวเอง…

และคิดไปว่า ตาย ๆ ได้บ้างก็อาจจะดี…

หรือเหมือนว่า… ถ้าเปลี่ยนชื่อแล้ว…จะเหมือนตัวเองตายไปหรือเปล่าก็ไม่รู้….

ซึ่งเอาเข้าจริง….

ตัวเอง…ก็ยังนั่งหายใจทิ้งอยู่ในโลกใบนี้อยู่ดี….

ไม่ได้ไปไหน…ไม่ได้หายไป…

แค่…เปลี่ยนคำเรียก … ก็เท่านั้น……

.

.

อืม…

ซักวันล่ะมั้ง….

ไม่รู้ว่าอารมณ์นี้จะอยู่กับเราไปได้นานขนาดไหน….

เน๊อะ….

=นิตยา นิมิตรพรสุโข=

จากห้องน้ำ Room No.312

วันนี้ตื่นเช้ามาอาบน้ำ…

หลายครั้งแล้ว…มักคิดเรื่องต่าง ๆ ได้ตอนอาบน้ำ…

จริง ๆ แล้ว เคยมีคนบอกเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน…

ว่าเวลาอาบน้ำ? มักเป็นช่วงที่เราจะคิดอะไรได้ดี…หรือมักจะคิดอะไรออก..

ทั้งสิ่งที่เราพยายามหาคำตอบ…หรือสิ่งที่เราขบคิดมานาน

.

.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก…ที่จู่ ๆ ก็มีเรื่องผุดขึ้นมา…ในขณะที่เรากำลังมีน้ำเย็น ๆ ไหลผ่านร่างกาย

และมันคงไม่ใช่แค่ผ่านตัว…แต่มันผ่านทั้งหัว…ตัว…จนถึงเท้า…

รวมไปถึงหัวใจ..ด้วยล่ะมั้ง…

อืม…เอาเถอะ…เอาเป็นว่า…

สิ่งที่ผุดออกมาพร้อมกับสายน้ำจากฝักบัวในห้องน้ำ…ก็คือ…

“มันไม่สำคัญล่ะมั้ง…ว่า ชีวิตนึงของเราจะมีความรักผ่านเข้ามากี่ครั้ง? จะมีคนรักมาซักกี่คน..

แต่ที่สำคัญ…คงอยู่ที่ว่า..

เราจะสามารถรักษา และประคับประคองความรักที่เรามีอยู่ในแต่ละครั้งไปได้นานซักแค่ไหน…”

….

เท่านี้แหละ…

ตามดูฝันของใครบางคน

จู่ ๆ ก็คิด title ของ blog วันนี้ได้ซะง้าน…

เมื่อกี๊ยังคิดอยู่เลย..ว่า..เรื่องราวของวันนี้จะชื่ออะไรดี

จู่ ๆ ก็ได้ชื่อนี้ ลอยเข้ามาในหัวสมองอันน้อยนิด เลยรีบคว้าไว้ซะ..เดี๋ยวหายไปจะยุ่ง…

เรื่องมีอยู่ว่า…

เมื่อวานได้มีโอกาสไปดูหนัง Thesis ในชื่องาน ที-ศิษย์ ของเจ้าม้ง…น้อง YIM3 ของเรา…

นี่เป็น “ครั้งแรก” อีกเช่นกัน ที่ได้ดูละคร Thesis ของนักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์

(ช่วงนี้มีครั้งแรกบ่อยจัง…เอิ๊ก…เอิ๊ก…และส่วนใหญ่เป็นเรื่องให้ appreciate ซะด้วยซิ)

เจ้าม้ง…โทรมาตามให้ไปดูหลายรอบมาก ๆ

จนตั้งใจไว้ว่า…ยังไงก็จะไม่พลาด…

ไปกับน้องแนน…รถติด…น่าดู..ลุ้น ๆ จะทันมั้ย…

เห็นป้ายธรรมศาสตร์….เหลือเวลาอีก 10 นาที…ค่อยยังชั่ว…โล่งใจ…คิดว่า ยังไงก็ถึงแล้ว…คงหาคณะ…และสตูดิโอ 3 ที่เจ้าม้งพูดถึงไม่ยาก…

ที่ไหนได้

หลงกันอยู่นาน….u-turn กันอยู่นั่น…

ถามทั้งนักศึกษาหน้าละอ่อน…พี่ยามประจำถิ่น…

กว่าจะเจอ…เลทไป 10 นาที…

แต่โชคดีที่ยังไม่เริ่ม…เห็นบรรยากาศความร่าเริง ร่าเริงของเด็ก ๆ …ดีจัง…

เจอเจ้าโอ๊ค..เพื่อนม้งที่ทำ project ด้วยกัน…

เข้าไปทัก? น้องทำหน้า งง…งง…ใครกัน ?

บอกไปเสร็จ…น้องทักกลับมาว่า..”เมื่อก่อนตัวกะทัดรัดกว่านี้นี่นา”…เหอ ๆ คงถึงเวลาลดความอ้วนจริงจังซะที….

ใคร ๆ ก็พูดเหมือนกันหมด…

แม้กระทั่ง…เสื้อผ้าที่มี…มันก็บอกเราอยู่เป็นนัย ๆ …

คับแขน…คับตัวไปหมดแล้ว….แง..แง…

(บ่น..เสร็จ..เอาไว้ก่อน…เดี๋ยวค่อยเริ่ม…ทุกที…อิอิ)

เอาล่ะ…กลับมาที่ละครเจ้าม้งดีกว่า….

ตอนนั่งรอ…โครตตื่นเต้นเลย…ตื่นเต้น..ตื่นเต้น….

เห็นความรัก…ความทุ่มเท..ให้กับงาน…ให้กับเพื่อน…ให้กับพี่…ดีจัง….

อืม…เอาเป็นว่า…ม้ง…แม่ง..สุดยอด…

อืม…พูดได้เท่านี้…

เห็นสิ่งที่ม้งทำ…แล้วรู้สึกว่า…นี่เป็นฝันเค้าแล้วล่ะมั้ง…

เมื่อรู้ว่าฝันของตัวเองเป็นอะไร…

แล้วเดินตาม…

มันมักจะเจอกับความสุดยอด….ทุกครั้งไป….

อืม…ขอบคุณเจ้าม้งอีกครั้ง…

….สุดยอดไปเลย….

หม่ำ-เดียว

ครั้งแรก..กับการดูหนังกับแม่…

แบบ 2 ต่อ 2…

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวันแบบนี้…

เนื่องจาก “เจ๊” ไม่ค่อยจะชอบเสียตังค์ไปดูหนังซักเท่าไร

แต่เนื่องจาก…”เจ้าเดียว แห่ง..เกมส์ทศกัณฑ์เด็ก” เป็นเด็กแสบขวัญใจชาวประชาซะขนาดนั้น…

รวมไปถึงแม่ของ ข้า-เจ้า ด้วยเช่นกัน…

เหอ ๆ

แค่เปิดหนังสือพิมพ์ดูโปรแกรมหนัง…

เจ๊ก็อยากดูซะอย่างนั้น…

เลยลองชวนแกไปดู…

แน๊ะ…ไปซะด้วย…

เช็ครอบเสร็จ…เตรียมเก็บของ…ขับรถกันไป 2 แม่ลูก…ไป Thana Cineplex แห่งราชบุรี

แค่เดินขึ้น…3 ชั้น เจ๊ก็บ่นเมื่อย…เหอ ๆ

ซื้อตั๋วเสร็จ…หาของกินกันไป…

เจ๊แกแอบวัยรุ่น…นั่นเนียน ๆ ตรงบันได…รอเข้าโรงหนัง..เหมือนวัยรุ่นทั่วไป…

เอิ๊ก ๆ

ถึงเวลาดูหนัง…

ใครจะรู้…ว่า หม่ำ-เดียว หนังที่เหมือนจะขำ…

ดันแอบดราม่า…

ช่วงแรกก็นั่งขำกัน เอิ๊ก…อ๊าก…

ช่วงหลัง…ร้องไห้กันไป 2 แม่-ลูก…

หนังดี…กว่าที่คิด…

ของฝากจากหนังเรื่องนี้…

ประโยคเด็ด…

ตอนท้ายของหนัง..หม่ำพูดไว้ว่า

“โอกาสรายล้อมอยู่รอบ ๆ ตัวเรา..เหมือนอากาศ..นั่นแหละ…

ทุกวันที่คุณสูดอากาศเข้าไป…คุณก็อย่าลืมสูดโอกาสเข้าไปด้วยล่ะ”

อืม…ดีจัง…

“Today”

จู่ ๆ ก็อยากเขียน…

Happy New Year ก่อนดีกว่า…

วันนี้รู้สึก…แปลก ๆ จัง…

เหมือนจะดี…แต่ไม่ดี…

อืม…

ไม่เขียนและ…

บาย ๆ

เอาเป็นว่า…ขอให้ทุกวันมีเรื่องดี - ดี? เกิดขึ้นซัก 1 เรื่อง

แล้วกัน…

อืม…