หรือว่านี่จะเป็นความฝันของตัวเองนะ ??

เมื่อเช้าขับรถอยู่…
จู่ ๆ ก็นึกอะไรได้เต็มไปหมด…
ช่วงปิ๊งแว๊บ..
.
.
วันนี้รู้สึกอยากมีร้านเหล้าเป็นของตัวเองและเพื่อนพ้อง…
อยากมีที่ที่เป็นศูนย์รวมชาวแก๊งค์
(ยิ่งล่าสุดรู้มาว่า พี่ชายตรูเป็นก๊วนกินเหล้ากับเพื่อนตรูไปแล้ว 555)
อยากดูแลเพื่อน แม่ และคุยกับพี่อย่างเมามันส์ได้บ้าง…
วันนี้เลยอยากมีพื้นที่ร้านเหล้าเป็นของตัวเอง…
นึก ๆ แล้วสนุกจัง…
แต่คิดไว้ว่า…
อยากไปซํกประเทศนึงก่อน…
ก่อนที่จะกลับมามีร้านเป็นของตัวเอง…
อย่างน้อย…อาจจะได้่บ่มเพาะบางอย่างในตัว…
แต่ไม่รู้หรอกว่าคืออะไร…
รู้แต่ว่า…อยากไป..เพื่อเพาะบางสิ่ง…ให้ชัดเจนขึ้น…
แล้วหวังว่าจะกลับมามีชีวิตที่ชัดเจนอีกครั้ง…
อืม…
ส่วน YIY…
วันนี้รู้สึกว่า…สิ่งนี้มันแกะออกจากตัวและหัวใจไม่ออกล่ะ…
ไม่ว่า..บางวัน…จะเบื่อ…จะเซ็ง กับมันแค่ไหนก็ตาม…
“เหมือนจะไม่สำคัญ…แต่ขาดไม่ได้แฮะ”
= ขนาดน้าน..น..น..น =

YIY - Home Office

แค่เริ่มต้น…
คำว่า “Home Office” ก็เยอะกว่า คำว่า “Office” แล้วล่ะ
นอกจากนั้น ความหมายและความสัมพันธ์ มันยังเยอะกว่าด้วย
YIY ก็เป็นสถานที่หนึ่งที่เป็น Home Office
ดังนั้น มันเลยมีความสัมพันธ์เกิดขึ้นมากมาย ?มากกว่า “แค่คนที่มาทำงานร่วมกัน”
.
.
ในที่นี้ จะมีเจ้าพี่ชายคนโต และน้องสาวคนเล็กที่สิงสถิตย์อยู่ประจำ…
ตามประสา…
แกมักงอนกันโดยไม่ค่อยจะเข้าใจ…
- วันนี้เจ้าน้องสาวคนเล็กงอนพี่ชายคนโต โดยที่เจ้าพี่ชายคนโตยังไม่รู้ตัว…
และมักจะมีเสียงโอดครวญว่า “ผมทำอะไรเหรอ ??”
(และหายงอนเพียงแค่ถามว่า “เอาน้ำบ๊วยมั้ย ??” เจ้าตัวเล็กจะวิ่งมาตี ๆ และเล่นด้วย 555
หายงอนละ รักกัน รักกัน 555
note : น้ำบ๊วยเป็นของโปรดเจ้าน้องสาวคนเล็กน่ะ)
- วันนั้นเจ้าพี่ชายคนโตเรื่องเยอะ ไม่อยากคุยกับใคร นอกจากปลาทะเลและลานต้นไม้ของตัวเอง…
เจ้าน้องสาวคนเล็กก็จะอ่อย…หงอย…ตัวเป็นสีเทาหม่นไปด้วย..ทั้งวัน…
หนำซ้ำ…บางวัน…มันหงอยแซงพี่ชายมันไปด้วย…55
ขำ ๆ
กับความสัมพันธ์ของสองคนนี้….
เมื่อคืนเจ้าน้องสาวตัวเล็ก แกมากระเง้ากระงอด…
“พี่เป๊ะ พี่เป๊ะ เอาmessage เค้าให้เจ้าพี่ชายคนโตอ่านเหรอ ??”
งง…งง..
“อะไรเหรอ ? เค้าไม่เคยนะ”
“แล้วทำไมพี่เค้ารู้อ่ะ เรื่องที่วันนั้นหนูส่ง message ให้พี่”
“อ๋อ…พี่เล่าให้ฟังเองล่ะ”
เจ้าตัวเล็กทำหน้างอน…
เจ้าตัวโตอยู่แถวนั้น ดันได้ยิน..ฮะแฮ่ม มาแต่ไกล…
555
ขำๆ ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไร…
“ก็เวลาแก 2 คนรักกันน่ะ บ้านนี้มันร่าเริงจะตาย
แล้วแกทั้งคู่น่ะ ก็รักกัน ห่วงกัน แต่ไม่ยอมคุยกันน่ะ…
แล้วจะเข้าใจกันยังไงล่ะ [...]

เหตุผลของการ “เซ้าซี้”

คำแรกที่ผุดขึ้นมาเป็นคำแรกของวันนี้ คือ “เซ้าซี้”
คงเพราะฝังอยู่ในสมองส่วนลึกมาเป็นเวลานาน และ…
คนรอบ ๆ ตัว มักบอกอยู่เสมอว่า “ไม่ชอบการเซ้าซี้”
.
.
แล้วไงล่ะ….
เคยคิดมั้ยล่ะว่า…ทำไมต้องเซ้าซี้ ??
1. เวลาที่คนเรามีคำถาม หมายถึงเราต้องการคำตอบ, อยากรู้, สงสัย ใช่ป่ะล่ะ….
และถ้ามันไม่เคยได้คำตอบ? แล้วมันจะหายสงสัยมั้ย ??
พอไม่…ถามอีกก็กลายเป็นว่า “เซ้าซี้”
2. คำตอบที่ได้?มีแต่คำว่า “ไม่รู้” แล้วจะให้เข้าใจยังไงล่ะ
(บ่อยครั้งนะ ที่เรื่องบางเรื่องก็ไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ต้องการเหตุผลก็เข้าใจได้?
แต่ก็บ่อยครั้งอีกเหมือนกัน ที่เรื่องบางเรื่องต้องการเหตุผประกอบ
เพื่อที่จะทำให้เข้าใจความรู้สึก ความนึกคิดของกันและกันมากขึ้น
เพราะถ้าไม่อย่างนั้น เราจะเข้าใจกันได้ยังไง)
3. เมื่อไม่ได้คำตอบจากคำถามเดิม…
เลยอยากจะเลี่ยงไปคำถามแบบ by pass เพื่อที่จะได้เข้าใจมากขึ้น
ถามไป-ถามมา … กลับมาที่เดิม 555
ก็เลย “เซ้าซี้”
4. บางครั้ง เมื่อ “เซ้าซี้ ” ไปเรื่อย ๆ อาจจะทำให้เราเข้าใจตัวเราเองโดยปริยาย
เลยรู้สึกว่า ถ้าตอนนี้ยังไม่มีคำตอบให้คนอื่นล่ะก็
การมีคำตอบให้ตัวเองก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี..นี่นา
5. ก็แค่รู้สึกไม่แน่ใจว่า การตอบแบบนั้น เป็นคำตอบของคนตอบแล้วหรือยัง
ไม่ได้ตอบเพียงเพื่อเอาใจคนถาม…(อยากได้ความมั่นใจในคำตอบ ก็เท่านั้น)
6. ถ้าการเซ้าซี้ คือการย้ำถึงสิ่งที่เราเคยคุยกันไว้ล่ะก็…มันก็เพียงแค่การย้ำและเตือนเท่านั้นเอง
7. เซ้าซี้ แบบขำ ๆ อยากหัวเราะเอามันส์นี่ล่ะมั้ง….เหตุผลของการ “เซ้าซี้”
เท่าที่คิดออก….
เพราะ “เราก็เป็นคนนึงที่ชอบเซ้าซี้”
เพียงด้วยเหตุผล เพราะอยากจะเข้าใจใครซักคน…
?

“คนเราไม่เหมือนกัน”

“คนเราไม่เหมือนกัน”
แล้วไงเหรอ
ใช่…ก็คนเราไม่เหมือนกัน….
ประเด็นมันอยู่ที่ “เราจะอยู่ด้วยกันได้ยังไงมากกว่าล่ะมั้ง”
ยอมรับในความต่าง…หากมีเหตุผลพอที่จะทำให้เราต่างคนต่างเข้าใจกันได้…
แต่หากทั้งหมดมีแต่คำตอบว่า “ไม่รู้”
แล้วเราจะเข้าใจกันได้ยังไงเหรอ…
แล้วเราจะอยู่ด้วยกันยังไงเหรอ…

หรือเราควรจะ “ไม่รู้” ต่อไป…

จนถึงวันนึงที่มันจะได้ “รู้” ว่าสุดท้าย….แล้ว
เพียงแค่คนเราไม่เหมือนกัน….และแยกกันเดินในทางที่ไม่เหมือนกัน…
ก็เท่านั้น…

ลิ้มรส - ลิ้มลอง

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา…ได้มีโอกาสไปดูหนังสั้น เรื่อง..”I’m fine thank you, and you ?”
เป็นหนังสั้นเกี่ยวกับมูลนิธิ Wishing Well ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ดูแลเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย
ด้วยความเชื่อที่ว่า จะทำให้เค้ามีความสุขที่สุดก่อนจะไปจากโลกนี้…
ไม่ว่าจะด้วยวิธี…พาไปสถานที่ที่เค้าอยากไป….ทำในสิ่งที่เค้าฝัน…พบคนที่เค้าฝันอยากจะเจอ…
และ…อีกมากมาย…หลายวิธี…
เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านั้นมีความสุข….
.
.
ในหนังเรื่องนี้…เล่าเืรื่องถึง ชีวิตเด็ก 5 คนกับอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งและ trip การไปเที่ยวทะเล
ผลจากโรคมะเร็ง…จากการทำคีโม…ทำให้แต่ละคนมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน
แต่ที่เหมือนกัน คือ ความอยากไปเที่ยวทะเล
งานนี้…เลยได้ไปเที่ยวทะเลกัน…โดยทุกคนรู้สภาพร่างกายตัวเองดีว่าเป็นยังไง…
.
ตอนนั่งดูหนังเรื่องนี้…ไม่ได้รู้สึกเศร้าอย่างใด…
กลับมีความสุข…
และรู้สึกลุ้นกับการลิ้มลองรสของความสุขที่น้อง ๆ พวกนี้กำลังจะได้รับ..
สิ่งที่แว่บขึ้นได้ในหัว…กลับการเป็นเืรื่องราวของ “ความรัก และ เพลงขาหมู”
::: รู้ว่า “รัก” แล้วต้องเจ็บปวด…แต่ก็ยอม…
เพื่อจะลิ้มลองความรู้สึกของความสุขที่ได้รัก ผูกพัน และการอยู่ร่วมกันกับเค้า :::
::: รู้ว่า “กินขาหมู” แล้วอ้วน…แต่ก็ยอม…
เพื่อจะลิ้มรสความรู้สึกของความสุขที่ได้จากการเคี้ยวเนื้อขาหมูแสนนุ่ม คากิแสนชุ่มลิ้น :::
::: รู้ว่า “กินทุเรียน” แล้วเสี่ยงต่อเบาหวานกำเริบ….แต่ก็ยอม…
เพื่อจะลิ้มรสความรู้สึกของความสุขที่ได้จากการละเมียดเนื้อทุเรียนอันหอมหวล :::
::: รู้ว่า “ไปทะเล” แล้วอันตรายต่อสุขภาพของตัวเอง…แต่ก็ยอม…
เพื่อจะลิ้มลองความรู้สึกของความสุขที่ได้จากน้ำทะเล ลมทะเล ความละเมียดของเม็ดทราย :::
.
.
จนพลางคิด….ไปถึงเรื่อง City of Angel
::: เทวดาที่ยอมตาย กลายเป็นคนธรรมดา เพียงที่จะได้รู้จักรัก และลิ้มรสความสุขของสัมผัสแห่งรักเพียงครั้งเดียว :::
.
.
ก็ยอม